Poo's profile<--- b a b y s h a m P O...PhotosBlogListsMore Tools Help

Poo プ-

Windows Media Player

<--- b a b y s h a m P O O --->

-C-R-A-B-'S- E-Y-E-S- V-I-E-W-
November 14

babyshampoo's story is Published online now

 
นิตยสารออนไลน์ -บนใบบัว- ฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้
babyshampoo  จะพาทุกท่านไปเที่ยว อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
อยากรู้ว่าที่นั่นมีอะไร ก็ตามมาเลย....
พร้อมจะออกเดินทางกันหรือยังหละ??
 
 
 
 
Sample :
 
 
 
October 18

นายสัมพันธ์ ณ หนองคาย

 

อรุณสวัสดิ์จ้ะ สัมพันธ์กล่าวทักทายเอื้อย แม่ค้าขายผักในตลาดสดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเลย นี่เป็นครั้งแรกที่สัมพันธ์มีโอกาสได้มาเที่ยวงานเทศกาลผีตาโขน แม้สัมพันธ์จะเคยมาเยือนเมืองเลยหลายครั้งแล้วก็ตาม

 

เมื่อ 2 ปีก่อน สัมพันธ์ได้พบกับเอื้อยหน้าตลาด ระหว่างที่เอื้อยกำลังเข็นผักไปที่แผง  สัมพันธ์หลงรักแววตาใสซื่อ และน้ำใจงามของเอื้อย นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัมพันธ์แวะมาเมืองเลยบ่อยๆ

สัมพันธ์เป็นหนุ่มเมืองกรุง อายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย จัดได้ว่าหน้าตาดีในระดับหนึ่ง เมื่อเขาได้ส่งสายตาหวานฉ่ำไปหาเอื้อย มีหรือสาวบ้านๆใสซื่ออย่างเอื้อยจะไม่หลงเสน่ห์ และเมื่อสัมพันธ์เทียวไปเทียวมาหาเอื้อยอยู่บ่อยครั้ง ไม่นานสัมพันธ์และเอื้อยก็เริ่มคบหากันจริงจังมากขึ้น แต่กระนั้นสัมพันธ์ก็มิอาจละทิ้งถิ่นฐาน และอาชีพที่มั่นคงในเมืองกรุงได้ สัมพันธ์จึงจำต้องเป็นนักเดินทาง 2 จังหวัด เป็นเวลากว่า 2 ปี

กรุงเทพฯ-เลย ไม่ไกลเกินระยะทางความรักที่ทั้งสองมีให้กัน

........................................................................................................................................................

 

ณ ตึกสูงระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจในเมืองกรุง สัมพันธ์นั่งกุมขมับอยู่ตรงโต๊ะทำงาน แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องงานที่สัมพันธ์กำลังเครียด เขากำลังตกที่นั่งลำบากเพราะความรัก

ก่อนหน้านี้ 10 นาที สัมพันธ์อ่านจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ฉบับหนึ่ง


ที่รัก
~

          ดีใจกับพลอยมั้ย ในที่สุดพลอยก็เรียนจบแล้ว อยู่ที่นี่ทั้งเหนื่อย ทั้งเหงา คิดถึงคนที่นู่นจะแย่อยู่แล้ว อีก 2 วัน ตัวเองอย่าลืมมารับพลอยที่สนามบินด้วยนะ.....อ่อ
!
ยังจำสัญญาของเราได้หรือเปล่า ว่าพอพลอยเรียนจบ ตัวเองจะพาพลอยไปหาพ่อกับแม่ที่หนองคาย เนี่ย พ่อกับแม่พลอยก็รบเร้าใหญ่เลยให้ตัวเองมาสู่ขอพลอยเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว อุ๊ย! ชั่วโมงเน็ตจะตัดแล้ว ไว้พลอยโทรหาอีกทีนะคะ

รักมากที่สุด
พลอย  

 

พลอย สาวน้อยท่าทางทะมัดทะแมง ทันสมัย แต่ก็ดูกุ๊กกิ๊กน่ารัก หลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลับชื่อดังในเมืองไทย พลอยก็ไปเรียนต่อด้านศิลปะที่อิตาลี นี่ก็ใกล้จะครบกำหนดที่เธอจะกลับมาแล้ว

……………………………………………………………………………………………………………………………………

                สัมพันธ์ละสายตาจากจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ฉบับนั้น นั่งกุมขมับครู่หนึ่ง แล้วจึงพาตัวเองไปอยู่ที่ร้านกาแฟหรู สูดกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นหวังจะหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในกลิ่นนั้น
                ดูเหมือนว่าในกลิ่นกาแฟนั้นจะมีคำตอบซ่อนอยู่จริงๆ สัมพันธ์จะหาทางออกงี่เง่าให้ตัวเองได้แล้ว ....


                ไม่กี่วันหลังจากพลอยกลับมาถึง สัมพันธ์ก็ทำตามสัญญาที่เคยให้พลอยไว้ เขาไปรับพลอย และขับรถออกจากกรุงเทพฯตอนสองทุ่มครึ่ง สัมพันธ์กำลังพาพลอยไปหนองคาย

                ระหว่างทางจากกรุงเทพไปถึงหนองคาย จะต้องผ่านเส้นทางแห่งความเสียใจของใครบางคนที่จังหวัดเลย น้ำตาของคนที่เฝ้ารอเปียกชุ่มถนนไปตลอดทาง ไม่รู้ว่าสัมพันธ์จะรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้นบนถนนหรือไม่

                เอื้อยเป็นแค่คนระหว่างทาง เป็นแค่สิ่งคั่นเวลาความรัก และความเหงาในช่วงเวลา 2 ปีเท่านั้นหรือ.....

                สัมพันธ์ไม่อาจแวะที่เมืองเลยได้อีก จุดหมายปลายทางของสัมพันธ์ไม่ใช่เลย แต่เป็นหนองคายต่างหาก


..... เพราะความสัมพันธ์ของสัมพันธ์และพลอยเกินเลยไปแล้ว .....

September 30

ทำปายทำไม

การกลับไปเยือนครั้งที่สองด้วยความคิดถึง ทำให้หายคิดถึง แต่ก็ทำให้ใจหายในคราวเดียวกัน

 

                สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูรายการท่องเที่ยวรายการหนึ่งที่คุณเรย์ แม็คโนนัลด์ เป็นผู้นำทางไปยังเมืองเล็กๆแห่งนี้ในแม่ฮ่องสอน

ทำให้รู้สึกคิดถึงเมืองนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าได้กลับไปอีกครั้ง ความรู้สึกที่ได้รับจะแตกต่างไปจากครั้งแรก และครั้งที่สองอย่างไร.....

 

ปาย ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ฤดูหนาว

                การไปเยือนเมืองปาย (แม่ฮ่องสอน) ครั้งแรกในชีวิต ฉันได้เก็บความประทับใจ มิตรภาพอันงดงาม

และประสบการณ์สุดล้ำค่าใส่กระเป๋าจนเต็ม ไม่เพียงแต่จะได้พบเพื่อนใหม่ที่แสนดี

เพื่อนซี้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันก็แสนดีเช่นกัน การปั่นจักรยานระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร

จากตัวเมืองปายไปบ่อน้ำพุร้อนช่างแสนไกล ขึ้นเนินลงเนินด้วยความทรมานต้นขา น้ำตาไหลรินด้วยความเจ็บปวด

ทำให้ค้นพบสัจธรรมว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง (ขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง ออกกำลังมีเข้าก็ต้องมีออก ออกแล้วก็เข้าแล้วก็เข้าแล้วก็ออก)

ค่ำคืนที่เมืองปายดาวนับหมื่นบนท้องฟ้าไม่ได้เล่นซ่อนแอบกันเหมือนดาวในเมือง

ความอบอุ่นจากการผิงไฟล้อมวง กับกีต้าร์หนึ่งตัว และไข่ปิ้งจำนวนหนึ่ง ความหนาบเหน็บจนสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

หนำซ้ำยังต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ท้าความหนาวตอนสองยามอีก แชมพูกลายเป็นวุ้นแช่แข็งยามตื่นเช้า

บ้านพักริมน้ำปายมีให้เห็นบ้างประปราย ทั้งยังราคาย่อมเยา

 

ปาย ณ อีกช่วงเวลาหนึ่ง ฤดูหนาวถัดมา

                หนึ่งปีถัดมา ฉันกลับไปเยือนปายอีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนซี้อีกหนึ่งคน ฉันพร่ำบอกกับเพื่อนเสมอว่า

ปายหนะ สุดยอดมากเลยนะ ต้องไปให้ได้ …. แต่รู้ไหม ปายทำฉันเกือบหน้าแตก เธอเปลี่ยนไปมาก

เหมือนสาวบ้านนอกที่หลงแสงสีในเมืองใหญ่จนไม่ยอมกลับบ้านตัวเอง ริมน้ำปายเต็มไปด้วยบ้านพักหลายระดับ

เจ้าของเป็นชาวตะวันตกบ้าง ไทยบ้าง แถมราคาก็แพงหูฉี่ กลุ่มวัยรุ่นต่อคิวเช่ามอเตอร์ไซค์จนจำนวนมอเตอร์ไซค์ทั้งเมือง

ม่เพียงพอต่อความต้องการ จักรยานหรือแทบจะหาไม่ได้เลย ที่แย่ที่สุด ฉันกับเพื่อนถูกเจ้าของเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งหลอก

ภายหลังแจ้งความกับตำรวจท่องเที่ยวได้ความว่า มีคนถูกเจ้าของเกสต์เฮาส์ผู้นี้หลอกมาหลายรายแล้ว

ทั้งที่เมื่อปีที่แล้ว ฉันมานั่งฟังเพลงนับดาวที่ไม่ได้เล่นซ่อนแอบที่นี่  หลายอย่างเปลี่ยนไปมากในช่วงเวลาเพียงปีเดียว

มีสิ่งเดียวที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ฤดูหนาวอากาศยังคงหนาวเหมือนเดิม

 

 

คิดถึงทะเลดาว คิดถึงอากาศหนาว คิดถึงโคมลอย คิดถึง...ใครบางคน

คราวหน้า...จะกลับไปเยี่ยมตอนฤดูฝนบ้างก็แล้วกัน

August 29

Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไว (จบ)

นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู

 

 

องก์ยี่สิบสอง

                        หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย ฟ้าและแอรีนถ่ายรูปกับหม่าม้าเจ้าของโรงแรมเป็นที่ระลึกและกอดอำลาครั้งสุดท้าย - Zai Jian (再見) - แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะกลับมาพบกันใหม่ จากนั้นก็สะพายเป้ขึ้นหลังลงลิฟต์จากไป

                การจากลาเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและอ่อนไหวสำหรับฟ้า เมื่อเธอเดินจากมาแล้วเธอจะไม่หันหลังกลับไปมองอีก หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือความเข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย....

 

 

องก์ยี่สิบสาม

                การขึ้นรถไฟ MTR ครั้งสุดท้ายของทริปนี้สิ้นสุดลงที่สถานี Shueng Wan อันเป็นสถานีเริ่มต้นตอนขามา

                แล้วทั้งสองก็ขึ้นเรือเฟอร์รี่ของ Turbo Jet เที่ยวบ่ายโมง ข้ามกลับไปยังมาเก๊าอีกครั้ง ใช้เวลาที่เหลืออีกประมาณหกชั่วโมงที่นั่น แอรีนมีแผนการในใจแล้ว

               

 

องก์ยี่สิบสี่

                พอเรือเทียบท่าที่เกาะมาเก๊า ฟ้าและแอรีนก็ต่อรถเมล์ไปยังสนามบินที่เกาะไทปาทันทีเพื่อฝากกระเป๋า จะได้เที่ยวอย่างคล่องตัวไม่ต้องกังวล

 

                ที่ฝากกระเป๋าของสนามบินอยู่ชั้นสอง ฟ้าและแอรีนนำกระเป๋าที่สแกนเสร็จแล้วไปยังจุดรับฝากใกล้ๆกัน

                ทั้งสองสาวพร้อมจะลุยต่อแล้ว

 

                ฟ้าและแอรีนขึ้นรถเมล์สาย 26 เพื่อจะไปเกาะโคโลอาน บนรถคนแน่นมากบวกกับอากาศที่แสนจะร้อนของยามบ่ายและเครื่องปรับอากาศที่ไม่เย็นเอาซะเลย ส่งกลิ่นเหม็นตุตุไปทั่วรถ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น รถคันนี้ไม่ได้ไปเกาะโคโลอาน แต่กลับถูกคนขับรถไล่ลงที่ปลายสายบนเกาะมาเก๊า

                ปลายสาย ต้นสายก็คือที่เดียวกัน ฟ้าและแอรีนต้องขึ้นรถสาย 26A ซึ่งใหม่กว่า เย็นกว่า ที่เขียนว่าไปเกาะโคโลอานเหมือนกัน และคนขับที่พูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เธอขึ้นรถไม่ผิดก็จริง แต่ระยะทางไกลที่เกิดจากการอ้อมไปอ้อมมาของรถสายนี้ ทำเอาฟ้าและแอรีนหลับไปด้วยความตั้งใจ

 

 

องก์ยี่สิบห้า

                รถเมล์เคลื่อนมาถึงเกาะโคโลอานแล้ว แต่ปัญหาก็คือฟ้าและแอรีนไม่รู้ว่าต้องลงตอนไหน จนรถไปสุดสาย (อีกครั้ง) ที่ชายหาด Hac Sa ทั้งสองเดินชมชายหาดครู่หนึ่ง

                แอรีนหัวเราะหึหึ ให้กับคนที่มาตากอากาศที่นี่ คนที่นอนอาบแดดบนทรายสีเทาดำหยาบๆ คนที่วิ่งร่าลงน้ำทะเลสีเทาขุ่น ...ช่างต่างจากทะเลประเทศไทยโดยสิ้นเชิง

               

                ฟ้าและแอรีนขึ้นรถเมล์สายเดิม 26A ที่ย้อนกลับทางเดิม หย่อนทั้งคู่ลงที่หมู่บ้านโคโลอานในที่สุด

                สิ่งแรกที่สองสาวนึกถึงคือ ทาร์ตไข่ พอเดินเข้าไปในร้านก็พบว่า มีแต่คนต่อคิวรอซื้อทาร์ตไข่ที่ว่านี้ จนฟ้าและแอรีนถอดใจซื้อเบเกอรี่อย่างอื่นที่ไม่ต้องรอนานแทน

 

                แสงแดดยามเย็นทอประกายวาววับกับผิวน้ำทะเลที่เลียบหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ ฟ้าและแอรีนหยิบเบเกอรี่ที่ซื้อมาเมื่อครู่นั่งทานริมสายน้ำ พลางมองอาทิตย์ที่ใกล้ตกน้ำลงทุกที ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เวลาของเธอทั้งสองคนที่นี่ก็ใกล้หมดลงเช่นกัน

 

                หลังจากอิ่มท้องอิ่มใจกับบรรยากาศตรงนั้น ฟ้าและแอรีนก็นั่งรถสายเดิมอีกครั้ง 26A แวะลงที่ The Venetian

 

       

        องก์ยี่สิบหก           

            สิ่งก่อสร้างใหญ่โตมโหฬารและอลังการเบื้องหน้า เป็นดั่งสรวงสวรรค์ และแหล่งอบายมุขในเวลาเดียวกัน นักท่องเที่ยวขาจรที่แวะเวียนเข้ามาถ่ายรูป มากพอๆกับนักท่องเที่ยวผีพนัน

            The Venetian สุดหรูไม่ได้มีแต่ความสวยงามให้เชยชม

 

                ฟ้าและแอรีนเพลิดเพลินอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบหนึ่งทุ่มตรง ก็ได้เวลาต้องกลับไปสนามบินแล้ว

                ทั้งสองต่อคิวรอรถ Shuttle Bus หน้าโรงแรม ซึ่งเป็นบริการรับส่งฟรีจาก The Venetian - สนามบิน, สนามบิน - The Venetian

           

 

องก์ยี่สิบเจ็ด  

            ครู่เดียวก็มาถึงสนามบิน

                ครู่เดียวกระบวนการตรวจสอบเอกสารก็เสร็จสิ้น

 

                สองชั่วโมงต่อจากนี้ ทริปนี้ก็จะสิ้นสุดลง

 

                หลายวันมานี้ทำให้แอรีนเข้าใจความหมายของคำว่า Home Sweet Home ลึกซึ้งมากขึ้น แม้การออกท่องโลกกว้างจะเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ แต่ที่ไหนๆก็ไม่อุ่นใจเท่าบ้านเรา... แอรีนกระซิบบอกตัวเองเบาๆ

            ท่ามกลางผู้โดยสารจำนวนนับร้อยที่นั่งรอขึ้นเครื่องพร้อมกับฟ้าและแอรีน คงมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ซาบซึ้งกับคำว่าบ้าน เช่นเดียวกับแอรีน

 

 

องก์ยี่สิบแปด

                ฟ้าบิดขี้เกียจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย คอมพิวเตอร์ยังเปิดค้างตั้งแต่เมื่อคืน แผ่นหนังของหว่องกาไวถูกดีดออกมาจาก Drive E คาไว้

                เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น กลบความเงียบสงัด ณ ขณะนั้น และปลุกฟ้าให้ตื่นจากภวังค์...

 

 

- จบบริบูรณ์ -

Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไว (ต่อ)

นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู
 
 

องก์สิบสอง

            ฮ่องกงเป็นเมืองนอนดึกตื่นสาย ร้านอาหารเช้านั้นมีอยู่ไม่มากแต่ก็มีให้แวะบ้างไม่อดอยาก

                เช้าวันนี้ ฟ้า แคตตี้ และแอรีนก็ยังคงต้องเผชิญกับเมนูอาหารที่อ่านไม่ออกเช่นเคย แต่ถึงกระนั้นหน้าตาและรสชาติของอาหารที่สั่งไปก็ถือว่าใช้ได้ และราคาคุ้มค่า

 

                แผนการของวันนี้ไม่มี ทั้งสามยืนงงอยู่ในตัวสถานี Mong Kok ฟ้าและแอรีนจึงให้แคตตี้สุ่มเอาว่าอยากไปไหน แคตตี้ใช้เวลาเปิดหนังสือหาข้อมูลอยู่พักหนึ่งจึงตัดสินใจว่าจะไปวัด Tin Hau

            Tin Hau เป็นวัดเล็กๆ มีอาคารเพียงหลังเดียว มีอาซิ่มอายุไม่มากนักคอยดูแลสถานที่ ไม่มีอะไรโดดเด่นต่างจากวัดจีนทั่วไปเลย จริงๆแล้วแคตตี้พาไปผิดที่ต่างหาก.... วัดที่เธอต้องการพาไปมีชื่อคล้ายๆวัดนี้      อย่างไรก็ตาม แคตตี้แก้ตัวด้วยการพาไปเดินเล่นย่าน Causeway Bay แทน

 

                Causeway Bay มีบูติคน่ารักๆมากมาย แต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน ทั้งสามเลยได้แต่ Window Shopping กันไป

 

                เวลาในฮ่องกงของแคตตี้กำลังจะหมดแล้ว เนื่องจากเธอต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ไต้หวัน และไปตามหาหนุ่มตี๋ในฝันหน้าตาคล้าย ไจ๋ไจ๋เอฟโฟว์ บวกเจย์โช ผสมโจซิงฉือ

                ฟ้าและแอรีนส่งแคตตี้ลับสายตาไปที่สถานี Mong Kok แล้วออกเดินทางต่อไปยังสถานี Tung Chung เพื่อนั่งเคเบิลคาร์ข้ามทะเลไปเกาะลันเตา

 

 

องก์สิบสาม

                จากสถานี Tung Chung ฟ้าและแอรีนเดินไปซื้อตั๋วเคเบิลคาร์ด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น เนื่องจากท้องฟ้าวันนี้แจ่มใสและเป็นใจยิ่งนัก แม้จะต้องรอคิวขึ้นเคเบิลคาร์ราวครึ่งชั่วโมง (หรือมากกว่า) ก็ตาม

                หนึ่งกระเช้าบรรจุได้ประมาณ 8 คน นั่งข้ามเกาะน้อยใหญ่เป็นระยะทางไกลพอสมควร จากตรงนี้สามารถมองเห็นเครื่องบินร่อนขึ้นลงสนามบินฮ่องกงได้ชัดแจ๋ว เห็นทะเลกว้างใหญ่ไพศาล เห็นท้องฟ้าสีคราม เห็นคนบนพื้นเบื้องล่างตัวจิ๋วเดียว เห็นรูปปั้นพระใหญ่บนเกาะลันเตาเคล้าสายหมอกอยู่ลิบๆ

                ฟ้าและแอรีนต่างก็เพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบกาย

 

 

องก์สิบสี่

            เกาะลันเตาต้อนรับฟ้าและแอรีนด้วยร้านจำหน่ายของที่ระลึก ไม่ว่าจะไปทางใดก็จะพบแต่ร้านจำพวกนี้ทุกแห่งหน ร้านจำพวกอื่นที่สูสีและมีมากไม่แพ้กันในฮ่องกง เห็นจะเป็น Starbucks

            สิ่งก่อสร้างบนเกาะนี้จัดได้ว่าสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี อีกทั้งวิวทิวทัศน์ก็สบายตา ไม่มีตึกสูงบดบังทัศนียภาพให้ระคายลูกตา หมอกปลิวล่องลอยเป็นเส้นสายประดับประดาทิวเขา ประหนึ่งสายรุ้งประดับต้นสนในเทศกาลคริสต์มาส

                ฟ้าและแอรีนนั่งมองพระใหญ่ที่อยู่บนเขาลิบๆ และหันมามองตากันปริบๆ เป็นอันเข้าใจว่า คงไม่ถ่อสังขารขึ้นไปนะ ยกมือไหว้อยู่ตรงนี้ก็พอ

 

                ประมาณสี่โมงเย็นแล้ว ฟ้าและแอรีนจึงชวนกันนั่งเคเบิลคาร์กลับไปยังสถานี Tung Chung อีกครั้ง

 

 

องก์สิบห้า

                ฟ้าและแอรีนตั้งใจว่าคืนนี้จะไปดูโชว์แสงสีที่ Avenue of Stars ให้ทัน ระหว่างนี้เหลือเวลาอยู่มากพอประมาณ ทั้งสองจึงตกลงกันกลับไปตั้งหลักที่ห้องก่อนหนึ่งยก เมื่อใกล้เวลาแล้วจึงค่อยออกมาอีกครั้ง

 

                ทั้งคู่ซื้อบัตรโดยสารไม่จำกัดเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวใบที่สอง และโดยสารจากสถานี Tung Chung ไปยังสถานี Mong Kok

 

            ก่อนขึ้นห้อง ฟ้าและแอรีนแวะซื้ออาหารแช่แข็งจากร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ด-สิบเอ็ด น่าเสียดายที่ไม่มีของโปรดของฟ้า ข้าวกะเพราหมูสับ

            ทั้งสองยืดแข้งยืดขารับประทานอาหารอยู่บนเตียงหน้าทีวี รอเวลาออกไปดูโชว์คืนนี้

 

 

องก์สิบหก

            จวนจะได้เวลาแล้ว ฟ้าและแอรีนขยับตัวออกจากห้อง บึ่งไปสถานีรถไฟฟ้าทันที

                ฟ้าและแอรีนคุ้นชินกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในเมืองนี้แล้ว เธอทั้งสองสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น ไม่เงอะงะเหมือนตอนมาแรกๆ

                จากสถานี Mong Kok สายสีเขียว ไปเปลี่ยนเป็นสายสีฟ้าที่สถานี Kowloon Tong เพื่อไปยังสถานี East Tsim Sha Tsui แล้วเดินลอดทางข้ามใต้ดิน ผ่านห้างสรรพสินค้า จนทะลุออกมาที่ Avenue of Stars ในที่สุด

                ฟ้าพลิกข้อมือซ้ายดูนาฬิกา แอรีนเช็คเวลาจากโทรศัพท์มือถือ สองทุ่มสิบนาที

                เสียงปรบมือดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงภาษาอังกฤษจากลำโพงกล่าวคำขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมชมในวันนี้

            ใช่แล้ว ฟ้าและแอรีนมาไม่ทันการแสดง ทั้งที่มาคลาดไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น

 

                ใบหน้าของแอรีนบ่งบอกได้ถึงความผิดหวัง เธอพลาดชมการแสดงมาสองวันติดแล้ว

                ฟ้าแทบทรุดฮวบลงตรงนั้น ด้วยกำลังขาที่เมื่อยล้าเต็มที

                ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาตรงนั้นให้เจ็บใจอีก จึงเดินทางกลับไปยังที่ที่คุ้นเคย, Mong Kok

 

 

องก์สิบเจ็ด

                หลังจากที่เดินวนเก็บบรรยากาศแถวที่พักแล้ว ทั้งฟ้าและแอรีนก็กลับขึ้นห้องพัก เพื่อวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป

                ค่ำคืนสุดท้ายในฮ่องกงแล้วสินะ ฟ้ารำพึงเบาๆ

 

                แอรีนหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต Wi-Fi จากคอมฯตัวจิ๋วของเธอ พร้อมกับที่ฟ้าเปิดดูหนังสือนำเที่ยวของการท่องเที่ยวมาเก๊าที่นำมาจากเมืองไทย

            ฟ้าผลอยหลับไปด้วยความเพลีย แต่แอรีนและแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนส์ในห้องยังตื่นอยู่

 

 

องก์สิบแปด

                เพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น ฟ้าและแอรีนตื่นเช้าเป็นพิเศษ ด้วยความตั้งใจจะไปเอาชนะคิวยาวๆ คนเยอะๆ ของฮ่องกงให้ได้ เพราะแผนการวันนี้คือ ขึ้นรถรางไต่เขา Peak Tram ไปยังจุดชมวิวสูงสุดของฮ่องกง “The Peak”

           

                ฟ้าและแอรีนแวะเติมพลังยามเช้าในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดแอร์เย็นเฉียบเหมือนเลี้ยงเพนกวินไว้ในร้าน 15 ตัว ทั้งสองต้องหาเครื่องดื่มร้อนมาดับความหนาวยะเยือกนี้

                มาถึงฮ่องกงต้นตำหรับทั้งที ฟ้าไม่ลังเลที่จะเลือกโจ๊กฮ่องกงเป็นอาหารเช้าของวันนี้ ส่วนแอรีนเลือกอาหารชุดที่มีบะหมี่ผักเบค่อน ขนมปังทาเนย และกาแฟ เธอเรียกอาหารชุดนี้อย่างเก๋ไก๋ว่า ฟิวชั่นฟู้ดของฮ่องกง

 

 

องก์สิบเก้า

                ลงที่สถานี Central ผ่านโบสถ์สวยๆไปไม่ไกลก็พบกับจุดจำหน่ายตั๋วรถราง

                ทั้งสองแทบจะกระโดดด้วยความดีใจปนสะใจ ที่การตื่นเช้าของพวกเธอเป็นผล ไม่ต้องต่อคิวให้เสียเวลา ฟ้าและแอรีนสามารถซื้อตั๋ว เดินขึ้นรถ และรอรถออกภายในเวลาไม่ถึงสองนาที

 

                รถรางไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทำมุม 45 องศากับภาคพื้นดิน แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลจากการเอาหลังพิงเก้าอี้ไม้แข็งๆ ทำเอาอาการปวดหลังของฟ้าที่เกิดจากการนอนผิดท่าเมื่อคืนดีขึ้นทันตาเห็น

 

 

องก์ยี่สิบ

            ฟ้าและแอรีนเดินวนห้างสรรพสินค้า (ที่ร้านค้ายังไม่เปิด) สองรอบ จึงค่อยโผล่ออกมายังลานกว้างสำหรับชมวิว ลมเย็นสบายพัดโบก ไล่ไอร้อนจากแดดอ่อนๆ เด็กๆวิ่งเล่นหยอกล้ออย่างสนุกสนาน ผู้ใหญ่นั่งจิบกาแฟยามเช้าที่ Starbucks ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งมองหลานๆวิ่งเล่น

                ฟ้าเหลือบไปเห็นอากงคนหนึ่ง น่าจะอายุราวเจ็ดสิบกว่า สะพายกระเป๋าสีดำที่ภายในเต็มไปด้วยรูปถ่ายเคลือบพลาสติกแข็ง ฟ้าจึงเดินปรี่เข้าไปด้วยความสนใจ

                อากงคนนี้สนทนากับฟ้าด้วยภาษาอังกฤษ รูปถ่ายเหล่านี้เป็นภาพขาวดำสมัยก่อนของฮ่องกง ด้านหลังตีพิมพ์ค..ที่ภาพนี้ถูกบันทึกไว้ รวมไปถึงภาพสีของปัจจุบันที่นำมาเปรียบเทียบความแตกต่างให้เห็น ฟ้าเลือกซื้อภาพขาวดำเก่าๆสองใบเป็นที่ระลึก ก่อนจะโบกมืออำลาอากงไป

                ส่วนแอรีน...แอบไปยืนปะปนอยู่กับคณะทัวร์ชาวตะวันตก ฟังมัคคุเทศก์บรรยายประวัติของสถานที่ต่างๆในละแวกนั้นเพื่อเก็บข้อมูล

 

                พวกเธอใช้เวลาอยู่บนนั้นพอประมาณจนตะวันโด่ง จึงนั่งรถรางกลับลงมา

 

               

องก์ยี่สิบเอ็ด

                เมื่อลงมาถึงก็พบว่า คนต่อคิวรอขึ้นรถรางยาวเหยียด หางแถวคดเคี้ยวไปมา ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับในขบวนรถโล่งๆที่พวกเธอนั่งลงมา

            การตื่นเช้าให้อะไรมากกว่าที่คิดนอกเหนือจากอากาศแจ่มใส

 

                ได้เวลาที่ฟ้าและแอรีนต้องกลับไปเก็บของที่ MeiMeiMotel แล้ว

 

     (โปรดติดตามตอนต่อไป)

August 25

Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไว

นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู

 

 

Sanva Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าๆหลังหนึ่งมีอายุกว่าร้อยปี ตระหง่านอยู่บนถนนแห่งความสุข ใกล้กับจัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ด้วยความขลังและคลาสสิคของโรงแรมแห่งนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดังนามว่า หว่องกาไว จึงมักจะเลือกที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของเขา

 

               

องก์หนึ่ง

                ฟ้าและแคตตี้ สองสาวเพื่อนซี้ที่ต่างก็เกิดวันอังคารของเดือนกุมภาพันธ์  มีอะไรหลายอย่างคล้ายๆกัน ชอบอะไรคล้ายๆกัน ยกเว้นผู้ชายที่ชอบไม่เหมือนกัน  

 

                หกเดือนที่แล้ว ในวันอาทิตย์ยามบ่ายปลายฤดูหนาว

 

                ฟ้านั่งจมเก้าอี้อยู่ที่ระเบียงชั้นสองของบ้าน สายตามองต่ำอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีน้ำตาซักหยดรินไหลออกจากดวงตาน้อยๆของเธอ สมองอันว่างเปล่าแต่สับสนของเธอบอกเธอว่า อยากจะหนีไปให้ไกลจากอะไรบางอย่างที่นี่ ...อะไรบางอย่างที่ทำให้ฟ้าอยู่ในวังวนเดิมๆครั้งแล้วครั้งเล่า ฟ้าจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาแคตตี้ทันที

                แคตตี้กำลังหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต และอ่านพบชีวประวัติอันน่าสนใจของหว่องกาไว บวกกับความที่แคตตี้มีความสนใจด้านการสร้างภาพยนตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หว่องกาไวจึงเปรียบเสมือนผู้จุดประกายให้กับแคตตี้อย่างไม่ต้องสงสัย แคตตี้มีความคิดว่าอยากจะไปตามหาอะไรบางอย่าง ....อะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิตเธอ อะไรกันที่เธอเองตามหามานานแสนนาน

                ปล่อยให้เสียงปลายสายสนทนากัน

 

 

องก์สอง

                แอรีน บล็อกเกอร์สาวช่างฝัน เธอคลั่งไคล้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อเปิดหน้าต่างความคิดให้ตัวเอง และนำมาตีพิมพ์ลงบนพื้นที่ส่วนตัวของเธอ มีแฟนบล็อกมากมายที่เฝ้ารอและติดตามอ่านผลงานของแอรีน

                เมื่อหกเดือนที่แล้ว ขณะแอรีนกำลังจัดเรียงแรงบันดาลใจ เธอได้รับอีเมลล์ฉบับหนึ่งจากฟ้าและแคตตี้ชวนให้ไปออกตามหาและวิ่งหนีอะไรบางอย่างด้วยกัน

                ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แอรีนน่าจะได้อะไรจากการเดินทางนี้ เพื่อมาสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของเธอบ้างไม่มากก็น้อย

 

            แอรีนตอบตกลงจะร่วมเดินทางไปพร้อมกัน

 

 

องก์สาม

            บ่ายสามโมงครึ่ง

                กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกทยอยขนถ่ายเข้าใต้ท้องเครื่องทีละใบๆ ไม่ต่างกับผู้โดยสารที่ทยอยเดินขึ้นเครื่องทีละคนๆ หลังจากได้ยินเสียงตามสายประกาศ ฟ้า แคตตี้ ไอรีน และกระเป๋า พร้อมแล้วที่จะข้ามฟ้าไปยังดินแดนที่อ้าแขนรับการตามหาและวิ่งหนี

                แคตตี้นั่งมองปีกเครื่องบินอยู่ริมหน้าต่างฝั่งซ้าย ฟ้านั่งติดกับแคตตี้ ถัดไปคือแอรีน หูฟังสีขาวทั้งหกข้าง เสียบอยู่ที่สองรูหูของคนทั้งสาม

 

                เวลาสองชั่วโมงครึ่งบนเครื่องบินโลว์คอสไหลไปตามเสียงเพลง

 

 

องก์สี่

            ทุ่มตรง ตามเวลาท้องถิ่น

                มาเก๊าทำเวลาของผู้โดยสารบนเครื่องหล่นหายไปในหมู่เมฆหนึ่งชั่วโมง

 

                ฟ้า แคตตี้ และแอรีนเดินออกจากสนามบินตรงปรี่ไปที่ป้ายรถเมล์ คนต่อคิวรอขึ้นรถยาวเหยียด ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าใครจะขึ้นรถเมล์สายอะไรบ้าง

                แคตตี้เปิดดูข้อมูลที่ปริ้นมาจากอินเตอร์เนต แล้วทั้งสามสาวจึงขึ้นรถสาย AP1 โดยที่ไม่ทราบเลยว่าจะต้องลงรถเมื่อใด จนกระทั่งรถไปสุดสายที่อู่จอดรถแห่งหนึ่ง ความเคว้งคว้างกำลังแวะเวียนมา

                ทั้งสามจึงจัดสินใจถามทาง

 

                รถเมล์สาย 3 พาทั้งสามมาส่งที่ Sun Ma Lo และเดินดุ่มๆไปตามสัญชาติญาณ ทว่า...สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด

                ความจริงแล้วแค่ข้ามฝั่งถนนไปก็จะพบถนนแห่งความสุขแล้ว และ Sanva Hotel ก็อยู่แค่เอื้อม แต่ทั้งสามเดินย้อนไปทางจัตุรัสเซนาโด เลยไปจนถึง Lisboa Casino จึงรู้ว่าผิดทาง และต้องเดินย้อนกลับมา ณ จุดที่ลงรถอีกครั้ง

               

                ค่ำคืนที่แสนจะอบอ้าวและเหน็ดเหนื่อยจากการที่สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด ฟ้า แคตตี้ และไอริน นั่งกินข้าวกล่องที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ อยู่ตรงลานหน้าพุจัตุรัสเซนาโด อย่างไม่แคร์สายตาผู้คน ก่อนที่จะกลับไปพักที่ Sanva Hotel ในเวลาต่อมา

 

 

องก์ห้า

                สายฝนพรำนอกหน้าต่างสาดกระเซ็นมากระทบแขนขวาของแอรีน ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นในยามเช้าวันนี้ ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนชะล้างความอบอ้าวเสียหมดสิ้น ฝนโปรยกำลังจะหยุดลงในไม่ช้า  

 

                ใต้ร่มลายการ์ตูนสีชมพูสดใสของฟ้า และร่มมีสไตล์ลายจุดของแคตตี้ พาทั้งสามคนฝ่าฝนปรอยๆไปยังสภาโจ๊กและหยำฉา (เหมือนกับสภากาแฟของเหล่าอาแป๊ะไม่มีผิด)

                สายตาอาแป๊ะอาอึ้มทุกคู่ในร้านจับจ้องมาที่สามสาว ภาษาจีนกวางตุ้งดังช้งเช้งทั่วร้าน เมนูที่มีแต่ตัวอักษรจีนกับตัวเลขอารบิก โชคดีที่ฟ้าพอเข้าใจตัวอักษรภาษาจีนบ้าง โจ๊กปลาทั้งสามชามจึงมาวางอยู่บนโต๊ะได้ไม่ยากเย็น และพลังภาษามือของแคตตี้ก็ช่วยให้ฮะเก๋ากับขนมจีบมาวางบนโต๊ะได้เช่นกัน

                หยำฉารสเลิศประหนึ่งภัตตาคาร เข้ากันดีกับโจ๊กปลาหอมกรุ่นเสียจริง

 

 

องก์หก

            ลานกว้างหน้าซากประตูโบสถ์เซนต์พอลคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเอเชียหลายสัญชาติ ฟ้า แคตตี้ และแอรีนก็กลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น

            หลังซากประตูโบสถ์คือพิพิธภัณฑ์ทางคริสตศาสนาแอร์เย็นฉ่ำ มีรูปปั้น รูปวาด โครงกระดูกของบุคคลสำคัญ ผลงานศิลปะส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนักบุญฟรานซิส ทั้งๆที่โบสถ์ด้านหน้าคือโบสถ์นักบุญพอล

 

                ท้องฟ้าหลังฝนค่อยๆแจ่มใสขึ้น ทั้งสามสาวแวะซื้อทาร์ตไข่คนละชิ้น เดินไปลิ้มรสไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินกลับไปยัง Sanva Hotel เพื่อเก็บสัมภาระและออกเดินทางต่อ

 

 

องก์เจ็ด

                น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ เรือเฟอร์รี่ของ Turbo Jet หอบร่างอันใหญ่โตของลำเรือที่บรรจุผู้โดยสารไว้เต็มลำข้ามทะเลสีเขียวคราม ทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือ ฮ่องกง

                เบาะที่นั่งของเรือเฟอร์รี่โอ่อ่านั่งสบายเสียยิ่งกว่าเครื่องบินโลว์คอสขามา

                ฟ้าเขียนบันทึกการเดินทาง

                แคตตี้หลับตาพริ้มพักสายตา

                แอรีนสเก็ตภาพ                

 

 

องก์แปด

                ถัดมาหนึ่งชั่วโมง

            เรือเฟอร์รี่จอดเทียบท่า ณ เกาะฮ่องกง ซึ่งเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และสามารถเดินต่อไปยังรถไฟใต้ดินสถานี Shueng Wan ได้

                ตั๋วรถไฟ MTR สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดจำนวนเที่ยว และสามารถใช้ได้ 24 ชั่วโมงนับจากการใช้งานครั้งแรกเริ่มใช้งานที่สถานีนี้

 

                ห้องพักที่จองไว้, MeiMeiMotel, ตั้งอยู่ฝั่งเกาลูน ใกล้กับสถานี Mong Kok ที่ตึก Sincere Building ชั้น 3

            ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่สามสาวจะต้องเดินหลงทาง เสียเวลาเดินหาตึกที่ว่านี้อยู่นานสองนาน เนื่องจากทางเข้าตึกที่เล็กมากเพียงช่องประตูเดียว อีกทั้งป้ายตึกยังเป็นแค่กระดาษ A4 แผ่นเดียว และสัญชาติญาณก็มักไม่ทำงานในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

                เจ้าของโรงแรมแห่งนี้เรียกตัวเองว่า หม่าม้า ซัดภาษากวางตุ้งใส่ท่าเดียวจนสามสาวแทบล้มทั้งยืน แต่ก็มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินประปราย ฟ้า แคตตี้ และแอรีนต่างก็สนุกกับการใช้ภาษาจีนที่มีเพียงหางอึ่งบวกกับอวจนภาษา โบกไม้โบกมือไปตามประสา

                ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งสามได้ห้องที่ต้องการ และนั่งพักเอนกายในห้องครู่ใหญ่

 

 

องก์เก้า

                หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว การออกตระเวนฮ่องกงก็เริ่มขึ้น

 

            Next Station -Wong Tai Sin- Please mind the gap!

 

            วัดหวังต้าเซียน ความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานยังดำรงอยู่ ท่ามกลางตึกสูงระฟ้ารายล้อม มีความสงบซ่อนอยู่ที่นี่

            ฟ้าและแคตตี้นั่งคุกเข่าบนเบาะหนาสีแดง ทั้งสองเขย่ากระบอกไม้ที่ภายในบรรจุซี่ไม้ไว้จำนวนหนึ่ง จนกระทั่งซี่ไม้หลุดจากวงโคจรออกมาคนละหนึ่งซี่ แล้วจึงพากันเดินไปหยิบคำทำนายหน้าวัด ฟ้าและแคตตี้อมยิ้มให้กับคำทำนายนั้น คำทำนายที่เธอทั้งสองอ่านไม่ออก

 

                แอรีนง่วนอยู่กับการถ่ายภาพในวัดและตึกรอบด้าน ดูขัดกันแต่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก

 

                ถัดไปหนึ่งสถานี -Diamond Hill- เดินข้ามฝั่งถนนไปไม่ไกลก็จะพบกับวัดนางชี แต่น่าเสียที่ภายในตัวโบสถ์ปิดเสียแล้ว จึงได้แต่เดินอยู่บริเวณรอบตัวโบสถ์และวัด

                สถาปัตยกรรมของวัดนี้ไม่จีนจ๋าเช่นวัดอื่น ออกจะเป็นญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ อาคารไม้ขัดเงาสีน้ำตาลเข้ม มีสวนสวยและสระบัว มีเก๋งจีนขนาดย่อมสีทองอร่าม ที่ดูๆไปก็คล้ายปราสาทที่ทำด้วยทองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

                แดดยามเย็นกำลังส่องประกายสีทองเช่นกัน

 

 

องก์สิบ

                ฟ้า แคตตี้ และแอรีน โผล่พ้นดินอีกทีที่สถานี Jordan ถนนนาธาน สวรรค์ของการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม แต่คงไม่ใช่สำหรับสามสาว

                ทั้งสามเดินเลียบถนนนาธานไปเรื่อยๆ จนถึงสถานี Tsim Sha Tsui ด้วยความเมื่อยล้า และรอบด้านที่แออัดเต็มไปด้วยฝูงชน ความหิวโหยและเมื่อยล้าครอบงำให้เดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง.... ข้าวหน้าห่านย่างสำหรับฟ้า ข้าวหน้าห่านย่างหมูกรอบสำหรับแคตตี้ และบะหมี่เกี๊ยวกุ้งตัวโตสำหรับแอรีน

 

                หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้น ภารกิจการเดินก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เข้าตรงนั้นทะลุตรงนี้ไปโผล่ตรงโน้น วกไปวนมาลากสังขารมายัง Avenue of Stars จนได้ ตอนประมาณสามทุ่มกว่า

                อากาศร้อนอบอ้าวปราศจากลมพัด เส้นผมทุกเส้นหยุดนิ่งไม่ปลิวไสว รูปปั้นบรู๊ซลียืนจังก้าเป็น Foreground ให้เวิ้งอ่าวและทะเลป้ายไฟโฆษณาด้านหลัง มีคู่รักมาพลอดรักกันประปราย

 

 

องก์สิบเอ็ด

                ทั้งสามหย่อนกายลงบนเตียงที่ MeiMei ด้วยความอ่อนล้าสุดกำลัง

               

                ฟ้ากำลังสับสน สิ่งที่เธอดั้นด้นหนีมาแท้จริงแล้วยังคงวนเวียนอยู่ข้างเธอไม่ไปไหน ฟ้าได้แต่ปิดปากเงียบและขอบคุณระยะทางอยู่ในใจ ที่ทำให้เธอเข้าใจอะไรบางอย่างดีขึ้น.... อย่างน้อยก็ใจตัวเอง

               

                แคตตี้เปิดประตูห้องและก้าวออกจากห้อง เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของฮ่องกงอีกซักครั้ง ฟ้าขอตามไปด้วย

                ส่วนแอรีนนั่งคุยกับโน๊ตบุ๊คคู่ใจสองต่อสองในห้อง

 

                สี่ทุ่มกว่าแล้ว ร้านรวงก็ทยอยปิดกัน เว้นเสียแต่บรรดาร้านอาหารที่คนยังแน่นร้าน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่จะปิดบริการกันราวตีสาม เมืองใกล้หลับแล้วแต่กองทัพยังคงเดินด้วยท้อง

                ฟ้าและแคตตี้ย่ำราตรีจนประตูม้วนแต่ละร้านปิดไล่หลังเมื่อพวกเธอหันหลังก้าวออกจากร้าน พวกเธอหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะชวนกันเลิกราและกลับห้องเพื่อพักผ่อนในคืนนี้

 

                                                                                                                                    (โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

August 13

หนีตาม หว่องกาไว

 
ที่นี่ เร็วๆนี้
 
การเดินทางไปตามฝันของสามสาว
ที่ไม่ได้สอบตก หรืออกหัก 
July 30

เมื่อดอกกระเจียวเหี่ยว

การเดินทางอันแสนสั้น 2 คืน 2 วัน ของหมีน้อย กับการชมทุ่งดอกกระเจียว ณ ดินแดนที่มีทำเลอันเหมาะสม *

* ชัยภูมิ = [ไชยะพูม] น. ทําเลที่เหมาะ. (ป., ส.).

 

 

(หนึ่ง)

                คืนวันนั้นเองที่หมีน้อยแอบโดดขึ้นหลังกระบะของพี่ชายข้างบ้าน

เพื่อออกเดินทางจากกรุงเทพฯราวสามทุ่ม ตามเวลาหมีๆ

ไปตามเส้นทางสายเอเชียมุ่งหน้าสู่จังหวัดที่เค้าเรียกกันว่า ชัยภูมิ

หมีน้อยได้ยินคำร่ำลือมาหนาหูถึงความงามของทุ่งดอกกระเจียว

จึงอยากจะไปเยือนให้เห็นกับตาซักครั้ง

 

                รถกระบะของพี่ชายข้างบ้านที่บรรจุคนจำนวนหนึ่งไว้ในห้องโดยสาร

และมีหมีน้อยนอนกลิ้งอยู่หลังกระบะหยุดการเคลื่อนไหวลงที่ชัยภูมิ เวลาเที่ยงคืน ตามเวลาหมีๆ

คนในห้องโดยสารกระบะต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนในบ้านหลังโต

ส่วนหมีน้อยก็ขอยึดเอาหลังกระบะนี้แลเป็นที่พักพิงกายยามค่ำคืนที่ดาวเต็มฟ้านี้

หมีน้อยหัวใจแช่มชื่นยิ่งนักยามเหม่อมองท้องฟ้ามืดมิดที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวนับร้อยนับพัน

และที่มองไม่เห็นอีกนับล้านดวง หมีน้อยพยายามนับดาวที่มองไม่เห็นอยู่ห้วงเวลาหนึ่ง

แต่เมื่อความพยายามไม่เป็นผล จึงผลอยหลับไปในเวลาต่อมา

 

(สอง)

                แบบบบบบบบบ แบบบบบบบบบบ เสียงนาฬิกาปลุกของหมีน้อยดังขึ้นตอนเจ็ดโมงเช้า

หมีน้อยสะดุ้งตื่นโดยพลัน สะบัดน้ำค้างที่เกาะทั่วร่างของหมีน้อย และกระโดดลงบ่อน้ำเล็กๆ

เพื่อชำระล้างร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกจากฝุ่นควันเมื่อคืนนี้

จากนั้นหมีน้อยก็เก็บใบไผ่ในละแวกนั้นกินเป็นอาหารเช้า

และกลิ้งรอผู้คนที่มากับรถกระบะ บนหลังกระบะ

 

                หมีน้อยแอบฟังเค้าคุยกัน เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปกันวันนี้

แต่จุดหมายของวันนี้กลับไม่มีทุ่งดอกกระเจียว หมีน้อยห่อเหี่ยวเล็กน้อย

แต่ก็ตั้งตารอชมความอลังการของสถานที่ที่จะไป

พี่น้องหมีเคยเขียนไว้ในบล็อกหมีๆว่า

ที่แห่งนี้เปรียบได้กับ สโตนเฮนจ์เมืองไทย นั่นก็คือ  มอหินขาว .....

 

                หนทางไปมอหินขาวไม่ไกลนัก แต่ทางเข้านั้นโรยด้วยดินลูกรัง ขรุขระทีเดียว

หมีน้อยจึงแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า ตัวเองนั้นโชคดีจริงๆที่เลือกกระโดดขึ้นรถกระบะมา

 

                ถึงหมีน้อยจะไม่เคยไปสโตนเฮนจ์ แต่หมีน้อยก็รับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์

ของก้อนหินมหึมารูปร่างประหลาดจำนวนมากที่มอหินขาว ซึ่งคาดว่าเกิดจากน้ำเซาะในอดีตกาล

เห็นทีกลับถึงบ้านหมีน้อยคงต้องเข้าไปหาข้อมูลใน Bear-booble.com (บูเบิ้ลหมี) ซะแล้ว

 

                คนค่อนข้างบางตาที่มอหินขาว สงสัยคงแห่ไปดูทุ่งดอกกระเจียวกันหมด

กระนั้นเลย นี่แหละที่หมีน้อยต้องการ เพราะหมีน้อยไม่ชอบที่คนพลุกพล่านเท่าใดนัก

 

                เสียดายที่เกิดเป็นหมี อยากจะถ่ายรูปเก็บความประทับใจบ้างแต่ก็ทำไม่ได้

ก็กล้องถ่ายรูปทั้งใหญ่ทั้งหนัก หมีตัวน้อยๆจะแบกยังไงไหว

ทั้งอุ้งมือก็ไม่รับการออกแบบมาเพื่อการกดชัตเตอร์

หมีน้อยจึงต้องเก็บเรื่องราวถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ

โดยจิ้มทีละแป้นตัวอักษรลงบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของพี่ข้างบ้าน

สมกับเป็นหมีน้อยยุคไซเบอร์ไหมเล่า

 

                เผลอแป๊บเดียวเท่านั้นตะวันก็เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ,

30 องศาแรก นับจากตอนตะวันอยู่ตรงศีรษะ หมีน้อยกินข้าวอยู่ริมเขื่อน,

30 องศาถัดไป หมีน้อยปีนเก็บขนุนอยู่ในไร่ขนุน

และ 30 องศาสุดท้าย หมีน้อยอยู่ร้านเนื้อย่างเกาหลี

เอาเท้าอังไฟจนได้อุ้งตีนหมี Medium Rare น่ากิ๊น น่ากิน......

(โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน ......จริงๆควรเตือนตั้งแต่เริ่มอ่านแล้วล่ะ)

 

                กินอุ้งตีนหมีบุฟเฟ่ต์จนอิ่ม ทั้งตีนตัวเอง ตีนคนอื่น มากมาย

ไม่ต้องสงสัยว่า แล้วหมีน้อยจะเดินยังไงเมื่อตีนถูกกินไปแล้ว

คำตอบก็คือ ตีนหมีน้อยนั้นไซร้ ก็เหมือนกับหางจิ้งจก ขาดไปก็ขึ้นมาใหม่ได้ -_-! ............

กินโปรตีนเร่งเสริมสร้างกล้ามเนื้ออีก 2 แคปซูล เท่านี้ตีนก็โผล่ปุ๊บกลับมาหาหมีน้อยอีกครั้งได้ไม่ยากเย็น

 

                คืนนี้หมีน้อยเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปนอนซุกกองขนุนที่หลังกระบะก่อนละ ราตรีสวัสดิ์

 

(สาม)

                ด้วยนาฬิกาปลุกของหมีน้อยเองที่ทำให้หมีน้อยตื่นขึ้น ไม่ใช่เพราะเสียงนาฬิกาปลุก

แต่เป็นเพราะนาฬิกาหล่นใส่หัวของหมีน้อยต่างหาก

กิจกรรมยามเช้าของหมีน้อยไม่ต่างจากเดิม สะบัดขน แช่น้ำ กินใบไผ่

และรอให้สมาชิกบนรถกระบะพร้อมที่จะออกเดินทาง

 

                และแล้วก็สมใจนึกชัยภูมิ หมีน้อยจะได้ไปเห็นดอกกระเจียวบานเต็มทุ่งในไม่กี่อึดใจแล้ว  

 

                อุทยานแห่งชาติป่าหินงามคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ

และผิดถนัดไปจากที่คาดไว้

หมีน้อยไม่สามารถวิ่งลงทุ่งไปทำหน้าสวยๆให้ลมพัดจนขนปลิวลู่ตามลมตามอย่างมิวสิควีดีโอ

หมีน้อยต้องเดินอยู่ในกรอบที่ใครบางคนกั้นไว้ ยื่นหน้าไปถ่ายรูปได้บ้างตามสถานที่จะอำนวย

ซ้ำยังไม่เหมือนที่พี่น้องหมีบอกไว้ว่า ดอกกระเจียวนั้นมีสีม่วงอมชมพูเรื่อๆแสนสวยงาม

แต่ที่อยู่ตรงหน้าหมีน้อยเป็นเพียงดอกกระเจียวที่ทั้งเหี่ยวและดำ

ซึ่งหมีน้อยก็เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องของกาลเวลา ที่นำความเหี่ยวมาสู่ดอกไม้ อันนี้หมีน้อยไม่โทษใคร

 

                หมีน้อยแก้เซ็งด้วยการจกส้มตำปูปลาร้าบนหลังกระบะ

ท่ามกลางดวงอาทิตย์ร้อนแรงยามเที่ยงวันที่ผลุบๆโผล่ๆหลังก้อนเมฆเล็กบ้างใหญ่บ้าง

เหมือนถูกอาบด้วยแสงไฟดิสโก้ในผับ

หลังจากนั้นรถก็เคลื่อนออกไปยังน้ำตกตาดโตน

ระยะทางจากป่าหินงามไปถึงตาดโตนนั้นไกลพอสมควร

ทำเอาเกิดอาการเคลิ้มๆเกือบหลับไปเหมือนกัน

 

                ระหว่างทางเดินขึ้นน้ำตกมีท่อพีวีซีสีฟ้าขนานไป มีน้ำรั่วหยดตามทางเป็นหย่อมๆ

ซึ่งเค้าบอกกันว่า น้ำตกสมัยนี้ก็เป็นน้ำตกปั๊มทั้งนั้นแหละ

หมีน้อยคลางแคลงใจเหลือเกินกับสิ่งที่ได้ยิน ใครทราบความจริงขอความกรุณาหมีน้อยด้วย

แล้วที่ประเทศอื่นเค้ามีน้ำตกปั๊มแบบนี้หรือเปล่าหนอ ......

 

                เขยิบจากน้ำตกตาดโตนไปอีกประมาณ 9 กม. มีหน้าผาแห่งหนึ่ง

ชื่อฟังดูประหลาดปนสัปดนอย่างไรไม่รู้ ชื่อว่า ผาหำหด

โดยทางที่จะไปผาหำหดนี้เป็นทางขาดที่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อนำไปเท่านั้น

ซึ่งถ้ามาถ่ายทำรายการ Navigator กับพี่ติ๊กแล้วล่ะก็ หมีน้อยคงได้ติดรถไปด้วยแน่

แต่กระบะที่หมีน้อยติดสอยห้อยตามมาไม่ใช่ทีมงานของรายการ และคนขับก็ไม่ใช่พี่ติ๊ก

หมีน้อยจึงไม่ได้ไปยลผาหำหดด้วยตัวเอง

 

                จากตรงนี้ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เห็นทีต้องอำลาชัยภูมิกลับสู่มาตุภูมิเสียที

หมีน้อยนอนแผ่หลาหลังกระบะ

อาบแดดยามบ่ายสะสมเมลานีนไว้ใต้ผิวหนังอันหยาบกร้านของหมีน้อย

ไม่ผิดใช่ไหมถ้าหมีเอเชียก็อยากอาบแดดเอาอย่างหมียุโรปบ้าง

 

                เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ณ จุดเริ่มต้น

หมีน้อยตัวดำเมี่ยมก็ได้เวลากล่าวคำอำลาแก่ทุกท่าน

โอกาสหน้าขอเชิญร่วมเดินทางไปกับหมีน้อยอีก สวัสดี.

July 20

กินข้าวกล้องเหอะ

 

คนสมัยนี้ไม่ชอบรับประทานข้าวกล้องกัน ทำให้ขาดวิตามินบีหนึ่ง

ไม่สงสัยเลยว่ายุคนี้สมัยนี้ทำไมคนถึงเป็นโรคเหน็บกันมากเหลือเกิน

ยิ่งแก่ตัวลงยิ่งเหน็บมาก เหน็บเก่ง เจ็บเรื้อรัง

 

ข้าวขาวจั๊วะขัดสี คุณค่าทางอาหารน้อยเพราะผ่านกรรมวิธีสกัดของดีออก กินแล้วจึงเป็นเหน็บ

ฉันชอบรับประทานข้าวกล้องไม่ขัดสี

ฉันกินข้าวไม่ขาว

ฉันไม่อยากเป็นเหน็บ

ฉันไม่ชอบคนเป็นเหน็บ

ฉันเกลียดอาการเหน็บๆ

 

อยากให้ทุกคนหันมากินข้าวกล้องกันเยอะๆ

เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ไม่เป็นคนขี้โรค ห่างไกลจากเหน็บ

 

ด้วยความปรารถนาดีจากใจ...ไม่เหน็บ

July 06

An Old Man of Mae-Klong River

 

ชายชรา
เรือพาย
ผักตบ
ขวดพลาสติก
ยังชีพ
สายน้ำ

จงแต่งประโยคโดยใช้คำที่กำหนด

ชายชราผู้หนึ่งอาศัยเรือพายลำน้อยฝ่าดงผักตบเพื่อเก็บขวดพลาสติกไปขายเพื่อยังชีพท่ามกลางสายน้ำนิ่งสงบแห่งแม่กลอง

 

Thanks for visiting!
เพียงแค่แวะมาชม เราก็แอบนิยมคุณอยู่ในใจ
ฝากอะไรไว้หน่อยมั้ย??
カキコミをちょうだい。

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Boomwrote:
นั่นไง...หาไม่ยากจริงๆด้วย
ขยันเขียนอย่างนี้  จะแวะเข้ามาอ่านบ่อยๆนะครับ
Nov. 27
Porrie Bkkwrote:
มาแบ่งความสุข...
พุธที่ 5 ไปโสดสโมมั๊ยพรุ่งนี้นั่นเอง
มีอีทีซีนะจ๊ะ ^ ^
Nov. 4
MaE M3oWwrote:
เหลืออออ เชื่อออออออ
Sept. 24
Smile โอ้น้ำ มาหลงคารมอะไรกับปลารูปหล่อ Open-mouthed
Aug. 15
Poo プ-wrote:
มันช่างน่าดีใจแทนดอกหญ้า
มีคนจำสโลแกนนี้ได้ด้วย ^^
Dec. 28
Photo 1 of 38

Weather

Loading...