Profil for Poo<--- b a b y s h a m P O...BilderBloggListerMer ![]() | Hjelp |
|
14. november babyshampoo's story is Published online now18. oktober นายสัมพันธ์ ณ หนองคาย“อรุณสวัสดิ์จ้ะ” สัมพันธ์กล่าวทักทายเอื้อย แม่ค้าขายผักในตลาดสดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเลย นี่เป็นครั้งแรกที่สัมพันธ์มีโอกาสได้มาเที่ยวงานเทศกาลผีตาโขน แม้สัมพันธ์จะเคยมาเยือนเมืองเลยหลายครั้งแล้วก็ตาม
เมื่อ 2 ปีก่อน สัมพันธ์ได้พบกับเอื้อยหน้าตลาด ระหว่างที่เอื้อยกำลังเข็นผักไปที่แผง สัมพันธ์หลงรักแววตาใสซื่อ และน้ำใจงามของเอื้อย นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัมพันธ์แวะมาเมืองเลยบ่อยๆ สัมพันธ์เป็นหนุ่มเมืองกรุง อายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย จัดได้ว่าหน้าตาดีในระดับหนึ่ง เมื่อเขาได้ส่งสายตาหวานฉ่ำไปหาเอื้อย มีหรือสาวบ้านๆใสซื่ออย่างเอื้อยจะไม่หลงเสน่ห์ และเมื่อสัมพันธ์เทียวไปเทียวมาหาเอื้อยอยู่บ่อยครั้ง ไม่นานสัมพันธ์และเอื้อยก็เริ่มคบหากันจริงจังมากขึ้น แต่กระนั้นสัมพันธ์ก็มิอาจละทิ้งถิ่นฐาน และอาชีพที่มั่นคงในเมืองกรุงได้ สัมพันธ์จึงจำต้องเป็นนักเดินทาง 2 จังหวัด เป็นเวลากว่า 2 ปี กรุงเทพฯ-เลย ไม่ไกลเกินระยะทางความรักที่ทั้งสองมีให้กัน ........................................................................................................................................................
ณ ตึกสูงระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจในเมืองกรุง สัมพันธ์นั่งกุมขมับอยู่ตรงโต๊ะทำงาน แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องงานที่สัมพันธ์กำลังเครียด เขากำลังตกที่นั่งลำบากเพราะความรัก ก่อนหน้านี้ 10 นาที สัมพันธ์อ่านจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ฉบับหนึ่ง
พลอย สาวน้อยท่าทางทะมัดทะแมง ทันสมัย แต่ก็ดูกุ๊กกิ๊กน่ารัก หลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลับชื่อดังในเมืองไทย พลอยก็ไปเรียนต่อด้านศิลปะที่อิตาลี นี่ก็ใกล้จะครบกำหนดที่เธอจะกลับมาแล้ว …………………………………………………………………………………………………………………………………… สัมพันธ์ละสายตาจากจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ฉบับนั้น นั่งกุมขมับครู่หนึ่ง แล้วจึงพาตัวเองไปอยู่ที่ร้านกาแฟหรู สูดกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นหวังจะหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในกลิ่นนั้น
ระหว่างทางจากกรุงเทพไปถึงหนองคาย จะต้องผ่านเส้นทางแห่งความเสียใจของใครบางคนที่จังหวัดเลย น้ำตาของคนที่เฝ้ารอเปียกชุ่มถนนไปตลอดทาง ไม่รู้ว่าสัมพันธ์จะรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้นบนถนนหรือไม่ เอื้อยเป็นแค่คนระหว่างทาง เป็นแค่สิ่งคั่นเวลาความรัก และความเหงาในช่วงเวลา 2 ปีเท่านั้นหรือ..... สัมพันธ์ไม่อาจแวะที่เมืองเลยได้อีก จุดหมายปลายทางของสัมพันธ์ไม่ใช่เลย แต่เป็นหนองคายต่างหาก
30. september ทำปายทำไมการกลับไปเยือนครั้งที่สองด้วยความคิดถึง ทำให้หายคิดถึง แต่ก็ทำให้ใจหายในคราวเดียวกัน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดูรายการท่องเที่ยวรายการหนึ่งที่คุณเรย์ แม็คโนนัลด์ เป็นผู้นำทางไปยังเมืองเล็กๆแห่งนี้ในแม่ฮ่องสอน ทำให้รู้สึกคิดถึงเมืองนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าได้กลับไปอีกครั้ง ความรู้สึกที่ได้รับจะแตกต่างไปจากครั้งแรก และครั้งที่สองอย่างไร.....
ปาย ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ฤดูหนาว การไปเยือนเมืองปาย (แม่ฮ่องสอน) ครั้งแรกในชีวิต ฉันได้เก็บความประทับใจ มิตรภาพอันงดงาม และประสบการณ์สุดล้ำค่าใส่กระเป๋าจนเต็ม ไม่เพียงแต่จะได้พบเพื่อนใหม่ที่แสนดี เพื่อนซี้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันก็แสนดีเช่นกัน การปั่นจักรยานระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร จากตัวเมืองปายไปบ่อน้ำพุร้อนช่างแสนไกล ขึ้นเนินลงเนินด้วยความทรมานต้นขา น้ำตาไหลรินด้วยความเจ็บปวด ทำให้ค้นพบสัจธรรมว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง (ขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง ออกกำลังมีเข้าก็ต้องมีออก ออกแล้วก็เข้าแล้วก็เข้าแล้วก็ออก) ค่ำคืนที่เมืองปายดาวนับหมื่นบนท้องฟ้าไม่ได้เล่นซ่อนแอบกันเหมือนดาวในเมือง ความอบอุ่นจากการผิงไฟล้อมวง กับกีต้าร์หนึ่งตัว และไข่ปิ้งจำนวนหนึ่ง ความหนาบเหน็บจนสั่นสะท้านไปทั่วร่าง หนำซ้ำยังต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ท้าความหนาวตอนสองยามอีก แชมพูกลายเป็นวุ้นแช่แข็งยามตื่นเช้า บ้านพักริมน้ำปายมีให้เห็นบ้างประปราย ทั้งยังราคาย่อมเยา
ปาย ณ อีกช่วงเวลาหนึ่ง ฤดูหนาวถัดมา หนึ่งปีถัดมา ฉันกลับไปเยือนปายอีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนซี้อีกหนึ่งคน ฉันพร่ำบอกกับเพื่อนเสมอว่า ปายหนะ สุดยอดมากเลยนะ ต้องไปให้ได้ …. แต่รู้ไหม ปายทำฉันเกือบหน้าแตก เธอเปลี่ยนไปมาก เหมือนสาวบ้านนอกที่หลงแสงสีในเมืองใหญ่จนไม่ยอมกลับบ้านตัวเอง ริมน้ำปายเต็มไปด้วยบ้านพักหลายระดับ เจ้าของเป็นชาวตะวันตกบ้าง ไทยบ้าง แถมราคาก็แพงหูฉี่ กลุ่มวัยรุ่นต่อคิวเช่ามอเตอร์ไซค์จนจำนวนมอเตอร์ไซค์ทั้งเมือง ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จักรยานหรือแทบจะหาไม่ได้เลย ที่แย่ที่สุด ฉันกับเพื่อนถูกเจ้าของเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งหลอก ภายหลังแจ้งความกับตำรวจท่องเที่ยวได้ความว่า มีคนถูกเจ้าของเกสต์เฮาส์ผู้นี้หลอกมาหลายรายแล้ว ทั้งที่เมื่อปีที่แล้ว ฉันมานั่งฟังเพลงนับดาวที่ไม่ได้เล่นซ่อนแอบที่นี่ หลายอย่างเปลี่ยนไปมากในช่วงเวลาเพียงปีเดียว มีสิ่งเดียวที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ฤดูหนาวอากาศยังคงหนาวเหมือนเดิม
คิดถึงทะเลดาว คิดถึงอากาศหนาว คิดถึงโคมลอย คิดถึง...ใครบางคน คราวหน้า...จะกลับไปเยี่ยมตอนฤดูฝนบ้างก็แล้วกัน 29. august Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไว (จบ)นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู
องก์ยี่สิบสอง หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย ฟ้าและแอรีนถ่ายรูปกับหม่าม้าเจ้าของโรงแรมเป็นที่ระลึกและกอดอำลาครั้งสุดท้าย - Zai Jian (再見) - แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะกลับมาพบกันใหม่ จากนั้นก็สะพายเป้ขึ้นหลังลงลิฟต์จากไป การจากลาเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและอ่อนไหวสำหรับฟ้า เมื่อเธอเดินจากมาแล้วเธอจะไม่หันหลังกลับไปมองอีก หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือความเข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย....
องก์ยี่สิบสาม การขึ้นรถไฟ MTR ครั้งสุดท้ายของทริปนี้สิ้นสุดลงที่สถานี Shueng Wan อันเป็นสถานีเริ่มต้นตอนขามา แล้วทั้งสองก็ขึ้นเรือเฟอร์รี่ของ Turbo Jet เที่ยวบ่ายโมง ข้ามกลับไปยังมาเก๊าอีกครั้ง ใช้เวลาที่เหลืออีกประมาณหกชั่วโมงที่นั่น แอรีนมีแผนการในใจแล้ว
องก์ยี่สิบสี่ พอเรือเทียบท่าที่เกาะมาเก๊า ฟ้าและแอรีนก็ต่อรถเมล์ไปยังสนามบินที่เกาะไทปาทันทีเพื่อฝากกระเป๋า จะได้เที่ยวอย่างคล่องตัวไม่ต้องกังวล
ที่ฝากกระเป๋าของสนามบินอยู่ชั้นสอง ฟ้าและแอรีนนำกระเป๋าที่สแกนเสร็จแล้วไปยังจุดรับฝากใกล้ๆกัน ทั้งสองสาวพร้อมจะลุยต่อแล้ว
ฟ้าและแอรีนขึ้นรถเมล์สาย 26 เพื่อจะไปเกาะโคโลอาน บนรถคนแน่นมากบวกกับอากาศที่แสนจะร้อนของยามบ่ายและเครื่องปรับอากาศที่ไม่เย็นเอาซะเลย ส่งกลิ่นเหม็นตุตุไปทั่วรถ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น รถคันนี้ไม่ได้ไปเกาะโคโลอาน แต่กลับถูกคนขับรถไล่ลงที่ปลายสายบนเกาะมาเก๊า ปลายสาย ต้นสายก็คือที่เดียวกัน ฟ้าและแอรีนต้องขึ้นรถสาย 26A ซึ่งใหม่กว่า เย็นกว่า ที่เขียนว่าไปเกาะโคโลอานเหมือนกัน และคนขับที่พูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เธอขึ้นรถไม่ผิดก็จริง แต่ระยะทางไกลที่เกิดจากการอ้อมไปอ้อมมาของรถสายนี้ ทำเอาฟ้าและแอรีนหลับไปด้วยความตั้งใจ
องก์ยี่สิบห้า รถเมล์เคลื่อนมาถึงเกาะโคโลอานแล้ว แต่ปัญหาก็คือฟ้าและแอรีนไม่รู้ว่าต้องลงตอนไหน จนรถไปสุดสาย (อีกครั้ง) ที่ชายหาด Hac Sa ทั้งสองเดินชมชายหาดครู่หนึ่ง แอรีนหัวเราะหึหึ ให้กับคนที่มาตากอากาศที่นี่ คนที่นอนอาบแดดบนทรายสีเทาดำหยาบๆ คนที่วิ่งร่าลงน้ำทะเลสีเทาขุ่น ...ช่างต่างจากทะเลประเทศไทยโดยสิ้นเชิง
ฟ้าและแอรีนขึ้นรถเมล์สายเดิม 26A ที่ย้อนกลับทางเดิม หย่อนทั้งคู่ลงที่หมู่บ้านโคโลอานในที่สุด สิ่งแรกที่สองสาวนึกถึงคือ ทาร์ตไข่ พอเดินเข้าไปในร้านก็พบว่า มีแต่คนต่อคิวรอซื้อทาร์ตไข่ที่ว่านี้ จนฟ้าและแอรีนถอดใจซื้อเบเกอรี่อย่างอื่นที่ไม่ต้องรอนานแทน
แสงแดดยามเย็นทอประกายวาววับกับผิวน้ำทะเลที่เลียบหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ ฟ้าและแอรีนหยิบเบเกอรี่ที่ซื้อมาเมื่อครู่นั่งทานริมสายน้ำ พลางมองอาทิตย์ที่ใกล้ตกน้ำลงทุกที ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เวลาของเธอทั้งสองคนที่นี่ก็ใกล้หมดลงเช่นกัน
หลังจากอิ่มท้องอิ่มใจกับบรรยากาศตรงนั้น ฟ้าและแอรีนก็นั่งรถสายเดิมอีกครั้ง 26A แวะลงที่ The Venetian
องก์ยี่สิบหก สิ่งก่อสร้างใหญ่โตมโหฬารและอลังการเบื้องหน้า เป็นดั่งสรวงสวรรค์ และแหล่งอบายมุขในเวลาเดียวกัน นักท่องเที่ยวขาจรที่แวะเวียนเข้ามาถ่ายรูป มากพอๆกับนักท่องเที่ยวผีพนัน The Venetian สุดหรูไม่ได้มีแต่ความสวยงามให้เชยชม
ฟ้าและแอรีนเพลิดเพลินอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบหนึ่งทุ่มตรง ก็ได้เวลาต้องกลับไปสนามบินแล้ว ทั้งสองต่อคิวรอรถ Shuttle Bus หน้าโรงแรม ซึ่งเป็นบริการรับส่งฟรีจาก The Venetian - สนามบิน, สนามบิน - The Venetian
องก์ยี่สิบเจ็ด ครู่เดียวก็มาถึงสนามบิน ครู่เดียวกระบวนการตรวจสอบเอกสารก็เสร็จสิ้น
สองชั่วโมงต่อจากนี้ ทริปนี้ก็จะสิ้นสุดลง
หลายวันมานี้ทำให้แอรีนเข้าใจความหมายของคำว่า Home Sweet Home ลึกซึ้งมากขึ้น แม้การออกท่องโลกกว้างจะเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ แต่ที่ไหนๆก็ไม่อุ่นใจเท่าบ้านเรา... แอรีนกระซิบบอกตัวเองเบาๆ ท่ามกลางผู้โดยสารจำนวนนับร้อยที่นั่งรอขึ้นเครื่องพร้อมกับฟ้าและแอรีน คงมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ซาบซึ้งกับคำว่าบ้าน เช่นเดียวกับแอรีน
องก์ยี่สิบแปด ฟ้าบิดขี้เกียจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย คอมพิวเตอร์ยังเปิดค้างตั้งแต่เมื่อคืน แผ่นหนังของหว่องกาไวถูกดีดออกมาจาก Drive E คาไว้ เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น กลบความเงียบสงัด ณ ขณะนั้น และปลุกฟ้าให้ตื่นจากภวังค์...
- จบบริบูรณ์ - Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไว (ต่อ)นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู
องก์สิบสอง ฮ่องกงเป็นเมืองนอนดึกตื่นสาย ร้านอาหารเช้านั้นมีอยู่ไม่มากแต่ก็มีให้แวะบ้างไม่อดอยาก เช้าวันนี้ ฟ้า แคตตี้ และแอรีนก็ยังคงต้องเผชิญกับเมนูอาหารที่อ่านไม่ออกเช่นเคย แต่ถึงกระนั้นหน้าตาและรสชาติของอาหารที่สั่งไปก็ถือว่าใช้ได้ และราคาคุ้มค่า
แผนการของวันนี้ไม่มี ทั้งสามยืนงงอยู่ในตัวสถานี Mong Kok ฟ้าและแอรีนจึงให้แคตตี้สุ่มเอาว่าอยากไปไหน แคตตี้ใช้เวลาเปิดหนังสือหาข้อมูลอยู่พักหนึ่งจึงตัดสินใจว่าจะไปวัด Tin Hau Tin Hau เป็นวัดเล็กๆ มีอาคารเพียงหลังเดียว มีอาซิ่มอายุไม่มากนักคอยดูแลสถานที่ ไม่มีอะไรโดดเด่นต่างจากวัดจีนทั่วไปเลย จริงๆแล้วแคตตี้พาไปผิดที่ต่างหาก.... วัดที่เธอต้องการพาไปมีชื่อคล้ายๆวัดนี้ อย่างไรก็ตาม แคตตี้แก้ตัวด้วยการพาไปเดินเล่นย่าน Causeway Bay แทน
Causeway Bay มีบูติคน่ารักๆมากมาย แต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน ทั้งสามเลยได้แต่ Window Shopping กันไป
เวลาในฮ่องกงของแคตตี้กำลังจะหมดแล้ว เนื่องจากเธอต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ไต้หวัน และไปตามหาหนุ่มตี๋ในฝันหน้าตาคล้าย ไจ๋ไจ๋เอฟโฟว์ บวกเจย์โช ผสมโจซิงฉือ ฟ้าและแอรีนส่งแคตตี้ลับสายตาไปที่สถานี Mong Kok แล้วออกเดินทางต่อไปยังสถานี Tung Chung เพื่อนั่งเคเบิลคาร์ข้ามทะเลไปเกาะลันเตา
องก์สิบสาม จากสถานี Tung Chung ฟ้าและแอรีนเดินไปซื้อตั๋วเคเบิลคาร์ด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น เนื่องจากท้องฟ้าวันนี้แจ่มใสและเป็นใจยิ่งนัก แม้จะต้องรอคิวขึ้นเคเบิลคาร์ราวครึ่งชั่วโมง (หรือมากกว่า) ก็ตาม หนึ่งกระเช้าบรรจุได้ประมาณ 8 คน นั่งข้ามเกาะน้อยใหญ่เป็นระยะทางไกลพอสมควร จากตรงนี้สามารถมองเห็นเครื่องบินร่อนขึ้นลงสนามบินฮ่องกงได้ชัดแจ๋ว เห็นทะเลกว้างใหญ่ไพศาล เห็นท้องฟ้าสีคราม เห็นคนบนพื้นเบื้องล่างตัวจิ๋วเดียว เห็นรูปปั้นพระใหญ่บนเกาะลันเตาเคล้าสายหมอกอยู่ลิบๆ ฟ้าและแอรีนต่างก็เพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบกาย
องก์สิบสี่ เกาะลันเตาต้อนรับฟ้าและแอรีนด้วยร้านจำหน่ายของที่ระลึก ไม่ว่าจะไปทางใดก็จะพบแต่ร้านจำพวกนี้ทุกแห่งหน ร้านจำพวกอื่นที่สูสีและมีมากไม่แพ้กันในฮ่องกง เห็นจะเป็น Starbucks สิ่งก่อสร้างบนเกาะนี้จัดได้ว่าสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี อีกทั้งวิวทิวทัศน์ก็สบายตา ไม่มีตึกสูงบดบังทัศนียภาพให้ระคายลูกตา หมอกปลิวล่องลอยเป็นเส้นสายประดับประดาทิวเขา ประหนึ่งสายรุ้งประดับต้นสนในเทศกาลคริสต์มาส ฟ้าและแอรีนนั่งมองพระใหญ่ที่อยู่บนเขาลิบๆ และหันมามองตากันปริบๆ เป็นอันเข้าใจว่า คงไม่ถ่อสังขารขึ้นไปนะ ยกมือไหว้อยู่ตรงนี้ก็พอ
ประมาณสี่โมงเย็นแล้ว ฟ้าและแอรีนจึงชวนกันนั่งเคเบิลคาร์กลับไปยังสถานี Tung Chung อีกครั้ง
องก์สิบห้า ฟ้าและแอรีนตั้งใจว่าคืนนี้จะไปดูโชว์แสงสีที่ Avenue of Stars ให้ทัน ระหว่างนี้เหลือเวลาอยู่มากพอประมาณ ทั้งสองจึงตกลงกันกลับไปตั้งหลักที่ห้องก่อนหนึ่งยก เมื่อใกล้เวลาแล้วจึงค่อยออกมาอีกครั้ง
ทั้งคู่ซื้อบัตรโดยสารไม่จำกัดเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวใบที่สอง และโดยสารจากสถานี Tung Chung ไปยังสถานี Mong Kok
ก่อนขึ้นห้อง ฟ้าและแอรีนแวะซื้ออาหารแช่แข็งจากร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ด-สิบเอ็ด น่าเสียดายที่ไม่มีของโปรดของฟ้า ข้าวกะเพราหมูสับ ทั้งสองยืดแข้งยืดขารับประทานอาหารอยู่บนเตียงหน้าทีวี รอเวลาออกไปดูโชว์คืนนี้
องก์สิบหก จวนจะได้เวลาแล้ว ฟ้าและแอรีนขยับตัวออกจากห้อง บึ่งไปสถานีรถไฟฟ้าทันที ฟ้าและแอรีนคุ้นชินกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในเมืองนี้แล้ว เธอทั้งสองสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น ไม่เงอะงะเหมือนตอนมาแรกๆ จากสถานี Mong Kok สายสีเขียว ไปเปลี่ยนเป็นสายสีฟ้าที่สถานี Kowloon Tong เพื่อไปยังสถานี East Tsim Sha Tsui แล้วเดินลอดทางข้ามใต้ดิน ผ่านห้างสรรพสินค้า จนทะลุออกมาที่ Avenue of Stars ในที่สุด ฟ้าพลิกข้อมือซ้ายดูนาฬิกา แอรีนเช็คเวลาจากโทรศัพท์มือถือ สองทุ่มสิบนาที เสียงปรบมือดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงภาษาอังกฤษจากลำโพงกล่าวคำขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมชมในวันนี้ ใช่แล้ว ฟ้าและแอรีนมาไม่ทันการแสดง ทั้งที่มาคลาดไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น
ใบหน้าของแอรีนบ่งบอกได้ถึงความผิดหวัง เธอพลาดชมการแสดงมาสองวันติดแล้ว ฟ้าแทบทรุดฮวบลงตรงนั้น ด้วยกำลังขาที่เมื่อยล้าเต็มที ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาตรงนั้นให้เจ็บใจอีก จึงเดินทางกลับไปยังที่ที่คุ้นเคย, Mong Kok
องก์สิบเจ็ด หลังจากที่เดินวนเก็บบรรยากาศแถวที่พักแล้ว ทั้งฟ้าและแอรีนก็กลับขึ้นห้องพัก เพื่อวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป ค่ำคืนสุดท้ายในฮ่องกงแล้วสินะ ฟ้ารำพึงเบาๆ
แอรีนหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต Wi-Fi จากคอมฯตัวจิ๋วของเธอ พร้อมกับที่ฟ้าเปิดดูหนังสือนำเที่ยวของการท่องเที่ยวมาเก๊าที่นำมาจากเมืองไทย ฟ้าผลอยหลับไปด้วยความเพลีย แต่แอรีนและแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนส์ในห้องยังตื่นอยู่
องก์สิบแปด เพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น ฟ้าและแอรีนตื่นเช้าเป็นพิเศษ ด้วยความตั้งใจจะไปเอาชนะคิวยาวๆ คนเยอะๆ ของฮ่องกงให้ได้ เพราะแผนการวันนี้คือ ขึ้นรถรางไต่เขา Peak Tram ไปยังจุดชมวิวสูงสุดของฮ่องกง “The Peak”
ฟ้าและแอรีนแวะเติมพลังยามเช้าในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดแอร์เย็นเฉียบเหมือนเลี้ยงเพนกวินไว้ในร้าน 15 ตัว ทั้งสองต้องหาเครื่องดื่มร้อนมาดับความหนาวยะเยือกนี้ มาถึงฮ่องกงต้นตำหรับทั้งที ฟ้าไม่ลังเลที่จะเลือกโจ๊กฮ่องกงเป็นอาหารเช้าของวันนี้ ส่วนแอรีนเลือกอาหารชุดที่มีบะหมี่ผักเบค่อน ขนมปังทาเนย และกาแฟ เธอเรียกอาหารชุดนี้อย่างเก๋ไก๋ว่า ฟิวชั่นฟู้ดของฮ่องกง
องก์สิบเก้า ลงที่สถานี Central ผ่านโบสถ์สวยๆไปไม่ไกลก็พบกับจุดจำหน่ายตั๋วรถราง ทั้งสองแทบจะกระโดดด้วยความดีใจปนสะใจ ที่การตื่นเช้าของพวกเธอเป็นผล ไม่ต้องต่อคิวให้เสียเวลา ฟ้าและแอรีนสามารถซื้อตั๋ว เดินขึ้นรถ และรอรถออกภายในเวลาไม่ถึงสองนาที
รถรางไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทำมุม 45 องศากับภาคพื้นดิน แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลจากการเอาหลังพิงเก้าอี้ไม้แข็งๆ ทำเอาอาการปวดหลังของฟ้าที่เกิดจากการนอนผิดท่าเมื่อคืนดีขึ้นทันตาเห็น
องก์ยี่สิบ ฟ้าและแอรีนเดินวนห้างสรรพสินค้า (ที่ร้านค้ายังไม่เปิด) สองรอบ จึงค่อยโผล่ออกมายังลานกว้างสำหรับชมวิว ลมเย็นสบายพัดโบก ไล่ไอร้อนจากแดดอ่อนๆ เด็กๆวิ่งเล่นหยอกล้ออย่างสนุกสนาน ผู้ใหญ่นั่งจิบกาแฟยามเช้าที่ Starbucks ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งมองหลานๆวิ่งเล่น ฟ้าเหลือบไปเห็นอากงคนหนึ่ง น่าจะอายุราวเจ็ดสิบกว่า สะพายกระเป๋าสีดำที่ภายในเต็มไปด้วยรูปถ่ายเคลือบพลาสติกแข็ง ฟ้าจึงเดินปรี่เข้าไปด้วยความสนใจ อากงคนนี้สนทนากับฟ้าด้วยภาษาอังกฤษ รูปถ่ายเหล่านี้เป็นภาพขาวดำสมัยก่อนของฮ่องกง ด้านหลังตีพิมพ์ค.ศ.ที่ภาพนี้ถูกบันทึกไว้ รวมไปถึงภาพสีของปัจจุบันที่นำมาเปรียบเทียบความแตกต่างให้เห็น ฟ้าเลือกซื้อภาพขาวดำเก่าๆสองใบเป็นที่ระลึก ก่อนจะโบกมืออำลาอากงไป ส่วนแอรีน...แอบไปยืนปะปนอยู่กับคณะทัวร์ชาวตะวันตก ฟังมัคคุเทศก์บรรยายประวัติของสถานที่ต่างๆในละแวกนั้นเพื่อเก็บข้อมูล
พวกเธอใช้เวลาอยู่บนนั้นพอประมาณจนตะวันโด่ง จึงนั่งรถรางกลับลงมา
องก์ยี่สิบเอ็ด เมื่อลงมาถึงก็พบว่า คนต่อคิวรอขึ้นรถรางยาวเหยียด หางแถวคดเคี้ยวไปมา ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับในขบวนรถโล่งๆที่พวกเธอนั่งลงมา การตื่นเช้าให้อะไรมากกว่าที่คิดนอกเหนือจากอากาศแจ่มใส
ได้เวลาที่ฟ้าและแอรีนต้องกลับไปเก็บของที่ MeiMeiMotel แล้ว
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 25. august Adventure Therapy: หนีตาม หว่องกาไวนวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู
Sanva Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าๆหลังหนึ่งมีอายุกว่าร้อยปี ตระหง่านอยู่บนถนนแห่งความสุข ใกล้กับจัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ด้วยความขลังและคลาสสิคของโรงแรมแห่งนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดังนามว่า หว่องกาไว จึงมักจะเลือกที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของเขา
องก์หนึ่ง ฟ้าและแคตตี้ สองสาวเพื่อนซี้ที่ต่างก็เกิดวันอังคารของเดือนกุมภาพันธ์ มีอะไรหลายอย่างคล้ายๆกัน ชอบอะไรคล้ายๆกัน ยกเว้นผู้ชายที่ชอบไม่เหมือนกัน
หกเดือนที่แล้ว ในวันอาทิตย์ยามบ่ายปลายฤดูหนาว
ฟ้านั่งจมเก้าอี้อยู่ที่ระเบียงชั้นสองของบ้าน สายตามองต่ำอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีน้ำตาซักหยดรินไหลออกจากดวงตาน้อยๆของเธอ สมองอันว่างเปล่าแต่สับสนของเธอบอกเธอว่า อยากจะหนีไปให้ไกลจากอะไรบางอย่างที่นี่ ...อะไรบางอย่างที่ทำให้ฟ้าอยู่ในวังวนเดิมๆครั้งแล้วครั้งเล่า ฟ้าจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาแคตตี้ทันที แคตตี้กำลังหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต และอ่านพบชีวประวัติอันน่าสนใจของหว่องกาไว บวกกับความที่แคตตี้มีความสนใจด้านการสร้างภาพยนตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หว่องกาไวจึงเปรียบเสมือนผู้จุดประกายให้กับแคตตี้อย่างไม่ต้องสงสัย แคตตี้มีความคิดว่าอยากจะไปตามหาอะไรบางอย่าง ....อะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิตเธอ อะไรกันที่เธอเองตามหามานานแสนนาน ปล่อยให้เสียงปลายสายสนทนากัน
องก์สอง แอรีน บล็อกเกอร์สาวช่างฝัน เธอคลั่งไคล้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อเปิดหน้าต่างความคิดให้ตัวเอง และนำมาตีพิมพ์ลงบนพื้นที่ส่วนตัวของเธอ มีแฟนบล็อกมากมายที่เฝ้ารอและติดตามอ่านผลงานของแอรีน เมื่อหกเดือนที่แล้ว ขณะแอรีนกำลังจัดเรียงแรงบันดาลใจ เธอได้รับอีเมลล์ฉบับหนึ่งจากฟ้าและแคตตี้ชวนให้ไปออกตามหาและวิ่งหนีอะไรบางอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แอรีนน่าจะได้อะไรจากการเดินทางนี้ เพื่อมาสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของเธอบ้างไม่มากก็น้อย
แอรีนตอบตกลงจะร่วมเดินทางไปพร้อมกัน
องก์สาม บ่ายสามโมงครึ่ง กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกทยอยขนถ่ายเข้าใต้ท้องเครื่องทีละใบๆ ไม่ต่างกับผู้โดยสารที่ทยอยเดินขึ้นเครื่องทีละคนๆ หลังจากได้ยินเสียงตามสายประกาศ ฟ้า แคตตี้ ไอรีน และกระเป๋า พร้อมแล้วที่จะข้ามฟ้าไปยังดินแดนที่อ้าแขนรับการตามหาและวิ่งหนี แคตตี้นั่งมองปีกเครื่องบินอยู่ริมหน้าต่างฝั่งซ้าย ฟ้านั่งติดกับแคตตี้ ถัดไปคือแอรีน หูฟังสีขาวทั้งหกข้าง เสียบอยู่ที่สองรูหูของคนทั้งสาม
เวลาสองชั่วโมงครึ่งบนเครื่องบินโลว์คอสไหลไปตามเสียงเพลง
องก์สี่ ทุ่มตรง ตามเวลาท้องถิ่น มาเก๊าทำเวลาของผู้โดยสารบนเครื่องหล่นหายไปในหมู่เมฆหนึ่งชั่วโมง
ฟ้า แคตตี้ และแอรีนเดินออกจากสนามบินตรงปรี่ไปที่ป้ายรถเมล์ คนต่อคิวรอขึ้นรถยาวเหยียด ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าใครจะขึ้นรถเมล์สายอะไรบ้าง แคตตี้เปิดดูข้อมูลที่ปริ้นมาจากอินเตอร์เนต แล้วทั้งสามสาวจึงขึ้นรถสาย AP1 โดยที่ไม่ทราบเลยว่าจะต้องลงรถเมื่อใด จนกระทั่งรถไปสุดสายที่อู่จอดรถแห่งหนึ่ง ความเคว้งคว้างกำลังแวะเวียนมา ทั้งสามจึงจัดสินใจถามทาง
รถเมล์สาย 3 พาทั้งสามมาส่งที่ Sun Ma Lo และเดินดุ่มๆไปตามสัญชาติญาณ ทว่า...สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด ความจริงแล้วแค่ข้ามฝั่งถนนไปก็จะพบถนนแห่งความสุขแล้ว และ Sanva Hotel ก็อยู่แค่เอื้อม แต่ทั้งสามเดินย้อนไปทางจัตุรัสเซนาโด เลยไปจนถึง Lisboa Casino จึงรู้ว่าผิดทาง และต้องเดินย้อนกลับมา ณ จุดที่ลงรถอีกครั้ง
ค่ำคืนที่แสนจะอบอ้าวและเหน็ดเหนื่อยจากการที่สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด ฟ้า แคตตี้ และไอริน นั่งกินข้าวกล่องที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ อยู่ตรงลานหน้าพุจัตุรัสเซนาโด อย่างไม่แคร์สายตาผู้คน ก่อนที่จะกลับไปพักที่ Sanva Hotel ในเวลาต่อมา
องก์ห้า สายฝนพรำนอกหน้าต่างสาดกระเซ็นมากระทบแขนขวาของแอรีน ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นในยามเช้าวันนี้ ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนชะล้างความอบอ้าวเสียหมดสิ้น ฝนโปรยกำลังจะหยุดลงในไม่ช้า
ใต้ร่มลายการ์ตูนสีชมพูสดใสของฟ้า และร่มมีสไตล์ลายจุดของแคตตี้ พาทั้งสามคนฝ่าฝนปรอยๆไปยังสภาโจ๊กและหยำฉา (เหมือนกับสภากาแฟของเหล่าอาแป๊ะไม่มีผิด) สายตาอาแป๊ะอาอึ้มทุกคู่ในร้านจับจ้องมาที่สามสาว ภาษาจีนกวางตุ้งดังช้งเช้งทั่วร้าน เมนูที่มีแต่ตัวอักษรจีนกับตัวเลขอารบิก โชคดีที่ฟ้าพอเข้าใจตัวอักษรภาษาจีนบ้าง โจ๊กปลาทั้งสามชามจึงมาวางอยู่บนโต๊ะได้ไม่ยากเย็น และพลังภาษามือของแคตตี้ก็ช่วยให้ฮะเก๋ากับขนมจีบมาวางบนโต๊ะได้เช่นกัน หยำฉารสเลิศประหนึ่งภัตตาคาร เข้ากันดีกับโจ๊กปลาหอมกรุ่นเสียจริง
องก์หก ลานกว้างหน้าซากประตูโบสถ์เซนต์พอลคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเอเชียหลายสัญชาติ ฟ้า แคตตี้ และแอรีนก็กลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น หลังซากประตูโบสถ์คือพิพิธภัณฑ์ทางคริสตศาสนาแอร์เย็นฉ่ำ มีรูปปั้น รูปวาด โครงกระดูกของบุคคลสำคัญ ผลงานศิลปะส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนักบุญฟรานซิส ทั้งๆที่โบสถ์ด้านหน้าคือโบสถ์นักบุญพอล
ท้องฟ้าหลังฝนค่อยๆแจ่มใสขึ้น ทั้งสามสาวแวะซื้อทาร์ตไข่คนละชิ้น เดินไปลิ้มรสไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินกลับไปยัง Sanva Hotel เพื่อเก็บสัมภาระและออกเดินทางต่อ
องก์เจ็ด น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ เรือเฟอร์รี่ของ Turbo Jet หอบร่างอันใหญ่โตของลำเรือที่บรรจุผู้โดยสารไว้เต็มลำข้ามทะเลสีเขียวคราม ทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือ ฮ่องกง เบาะที่นั่งของเรือเฟอร์รี่โอ่อ่านั่งสบายเสียยิ่งกว่าเครื่องบินโลว์คอสขามา ฟ้าเขียนบันทึกการเดินทาง แคตตี้หลับตาพริ้มพักสายตา แอรีนสเก็ตภาพ
องก์แปด ถัดมาหนึ่งชั่วโมง เรือเฟอร์รี่จอดเทียบท่า ณ เกาะฮ่องกง ซึ่งเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และสามารถเดินต่อไปยังรถไฟใต้ดินสถานี Shueng Wan ได้ ตั๋วรถไฟ MTR สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดจำนวนเที่ยว และสามารถใช้ได้ 24 ชั่วโมงนับจากการใช้งานครั้งแรกเริ่มใช้งานที่สถานีนี้
ห้องพักที่จองไว้, MeiMeiMotel, ตั้งอยู่ฝั่งเกาลูน ใกล้กับสถานี Mong Kok ที่ตึก Sincere Building ชั้น 3 ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่สามสาวจะต้องเดินหลงทาง เสียเวลาเดินหาตึกที่ว่านี้อยู่นานสองนาน เนื่องจากทางเข้าตึกที่เล็กมากเพียงช่องประตูเดียว อีกทั้งป้ายตึกยังเป็นแค่กระดาษ A4 แผ่นเดียว และสัญชาติญาณก็มักไม่ทำงานในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ
เจ้าของโรงแรมแห่งนี้เรียกตัวเองว่า หม่าม้า ซัดภาษากวางตุ้งใส่ท่าเดียวจนสามสาวแทบล้มทั้งยืน แต่ก็มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินประปราย ฟ้า แคตตี้ และแอรีนต่างก็สนุกกับการใช้ภาษาจีนที่มีเพียงหางอึ่งบวกกับอวจนภาษา โบกไม้โบกมือไปตามประสา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งสามได้ห้องที่ต้องการ และนั่งพักเอนกายในห้องครู่ใหญ่
องก์เก้า หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว การออกตระเวนฮ่องกงก็เริ่มขึ้น
Next Station -Wong Tai Sin- Please mind the gap!
วัดหวังต้าเซียน ความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานยังดำรงอยู่ ท่ามกลางตึกสูงระฟ้ารายล้อม มีความสงบซ่อนอยู่ที่นี่ ฟ้าและแคตตี้นั่งคุกเข่าบนเบาะหนาสีแดง ทั้งสองเขย่ากระบอกไม้ที่ภายในบรรจุซี่ไม้ไว้จำนวนหนึ่ง จนกระทั่งซี่ไม้หลุดจากวงโคจรออกมาคนละหนึ่งซี่ แล้วจึงพากันเดินไปหยิบคำทำนายหน้าวัด ฟ้าและแคตตี้อมยิ้มให้กับคำทำนายนั้น คำทำนายที่เธอทั้งสองอ่านไม่ออก
แอรีนง่วนอยู่กับการถ่ายภาพในวัดและตึกรอบด้าน ดูขัดกันแต่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก
ถัดไปหนึ่งสถานี -Diamond Hill- เดินข้ามฝั่งถนนไปไม่ไกลก็จะพบกับวัดนางชี แต่น่าเสียที่ภายในตัวโบสถ์ปิดเสียแล้ว จึงได้แต่เดินอยู่บริเวณรอบตัวโบสถ์และวัด สถาปัตยกรรมของวัดนี้ไม่จีนจ๋าเช่นวัดอื่น ออกจะเป็นญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ อาคารไม้ขัดเงาสีน้ำตาลเข้ม มีสวนสวยและสระบัว มีเก๋งจีนขนาดย่อมสีทองอร่าม ที่ดูๆไปก็คล้ายปราสาทที่ทำด้วยทองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แดดยามเย็นกำลังส่องประกายสีทองเช่นกัน
องก์สิบ ฟ้า แคตตี้ และแอรีน โผล่พ้นดินอีกทีที่สถานี Jordan ถนนนาธาน สวรรค์ของการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม แต่คงไม่ใช่สำหรับสามสาว ทั้งสามเดินเลียบถนนนาธานไปเรื่อยๆ จนถึงสถานี Tsim Sha Tsui ด้วยความเมื่อยล้า และรอบด้านที่แออัดเต็มไปด้วยฝูงชน ความหิวโหยและเมื่อยล้าครอบงำให้เดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง.... ข้าวหน้าห่านย่างสำหรับฟ้า ข้าวหน้าห่านย่างหมูกรอบสำหรับแคตตี้ และบะหมี่เกี๊ยวกุ้งตัวโตสำหรับแอรีน
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้น ภารกิจการเดินก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เข้าตรงนั้นทะลุตรงนี้ไปโผล่ตรงโน้น วกไปวนมาลากสังขารมายัง Avenue of Stars จนได้ ตอนประมาณสามทุ่มกว่า อากาศร้อนอบอ้าวปราศจากลมพัด เส้นผมทุกเส้นหยุดนิ่งไม่ปลิวไสว รูปปั้นบรู๊ซลียืนจังก้าเป็น Foreground ให้เวิ้งอ่าวและทะเลป้ายไฟโฆษณาด้านหลัง มีคู่รักมาพลอดรักกันประปราย
องก์สิบเอ็ด ทั้งสามหย่อนกายลงบนเตียงที่ MeiMei ด้วยความอ่อนล้าสุดกำลัง
ฟ้ากำลังสับสน สิ่งที่เธอดั้นด้นหนีมาแท้จริงแล้วยังคงวนเวียนอยู่ข้างเธอไม่ไปไหน ฟ้าได้แต่ปิดปากเงียบและขอบคุณระยะทางอยู่ในใจ ที่ทำให้เธอเข้าใจอะไรบางอย่างดีขึ้น.... อย่างน้อยก็ใจตัวเอง
แคตตี้เปิดประตูห้องและก้าวออกจากห้อง เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของฮ่องกงอีกซักครั้ง ฟ้าขอตามไปด้วย ส่วนแอรีนนั่งคุยกับโน๊ตบุ๊คคู่ใจสองต่อสองในห้อง
สี่ทุ่มกว่าแล้ว ร้านรวงก็ทยอยปิดกัน เว้นเสียแต่บรรดาร้านอาหารที่คนยังแน่นร้าน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่จะปิดบริการกันราวตีสาม เมืองใกล้หลับแล้วแต่กองทัพยังคงเดินด้วยท้อง ฟ้าและแคตตี้ย่ำราตรีจนประตูม้วนแต่ละร้านปิดไล่หลังเมื่อพวกเธอหันหลังก้าวออกจากร้าน พวกเธอหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะชวนกันเลิกราและกลับห้องเพื่อพักผ่อนในคืนนี้
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 30. juli เมื่อดอกกระเจียวเหี่ยวการเดินทางอันแสนสั้น 2 คืน 2 วัน ของหมีน้อย กับการชมทุ่งดอกกระเจียว ณ ดินแดนที่มีทำเลอันเหมาะสม *
(หนึ่ง) คืนวันนั้นเองที่หมีน้อยแอบโดดขึ้นหลังกระบะของพี่ชายข้างบ้าน เพื่อออกเดินทางจากกรุงเทพฯราวสามทุ่ม ตามเวลาหมีๆ ไปตามเส้นทางสายเอเชียมุ่งหน้าสู่จังหวัดที่เค้าเรียกกันว่า ชัยภูมิ หมีน้อยได้ยินคำร่ำลือมาหนาหูถึงความงามของทุ่งดอกกระเจียว จึงอยากจะไปเยือนให้เห็นกับตาซักครั้ง
รถกระบะของพี่ชายข้างบ้านที่บรรจุคนจำนวนหนึ่งไว้ในห้องโดยสาร และมีหมีน้อยนอนกลิ้งอยู่หลังกระบะหยุดการเคลื่อนไหวลงที่ชัยภูมิ เวลาเที่ยงคืน ตามเวลาหมีๆ คนในห้องโดยสารกระบะต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนในบ้านหลังโต ส่วนหมีน้อยก็ขอยึดเอาหลังกระบะนี้แลเป็นที่พักพิงกายยามค่ำคืนที่ดาวเต็มฟ้านี้ หมีน้อยหัวใจแช่มชื่นยิ่งนักยามเหม่อมองท้องฟ้ามืดมิดที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวนับร้อยนับพัน และที่มองไม่เห็นอีกนับล้านดวง หมีน้อยพยายามนับดาวที่มองไม่เห็นอยู่ห้วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อความพยายามไม่เป็นผล จึงผลอยหลับไปในเวลาต่อมา
(สอง) แบบบบบบบบบ แบบบบบบบบบบ เสียงนาฬิกาปลุกของหมีน้อยดังขึ้นตอนเจ็ดโมงเช้า หมีน้อยสะดุ้งตื่นโดยพลัน สะบัดน้ำค้างที่เกาะทั่วร่างของหมีน้อย และกระโดดลงบ่อน้ำเล็กๆ เพื่อชำระล้างร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกจากฝุ่นควันเมื่อคืนนี้ จากนั้นหมีน้อยก็เก็บใบไผ่ในละแวกนั้นกินเป็นอาหารเช้า และกลิ้งรอผู้คนที่มากับรถกระบะ บนหลังกระบะ
หมีน้อยแอบฟังเค้าคุยกัน เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปกันวันนี้ แต่จุดหมายของวันนี้กลับไม่มีทุ่งดอกกระเจียว หมีน้อยห่อเหี่ยวเล็กน้อย แต่ก็ตั้งตารอชมความอลังการของสถานที่ที่จะไป พี่น้องหมีเคยเขียนไว้ในบล็อกหมีๆว่า ที่แห่งนี้เปรียบได้กับ สโตนเฮนจ์เมืองไทย นั่นก็คือ มอหินขาว .....
หนทางไปมอหินขาวไม่ไกลนัก แต่ทางเข้านั้นโรยด้วยดินลูกรัง ขรุขระทีเดียว หมีน้อยจึงแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า ตัวเองนั้นโชคดีจริงๆที่เลือกกระโดดขึ้นรถกระบะมา
ถึงหมีน้อยจะไม่เคยไปสโตนเฮนจ์ แต่หมีน้อยก็รับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์ ของก้อนหินมหึมารูปร่างประหลาดจำนวนมากที่มอหินขาว ซึ่งคาดว่าเกิดจากน้ำเซาะในอดีตกาล เห็นทีกลับถึงบ้านหมีน้อยคงต้องเข้าไปหาข้อมูลใน Bear-booble.com (บูเบิ้ลหมี) ซะแล้ว
คนค่อนข้างบางตาที่มอหินขาว สงสัยคงแห่ไปดูทุ่งดอกกระเจียวกันหมด กระนั้นเลย นี่แหละที่หมีน้อยต้องการ เพราะหมีน้อยไม่ชอบที่คนพลุกพล่านเท่าใดนัก
เสียดายที่เกิดเป็นหมี อยากจะถ่ายรูปเก็บความประทับใจบ้างแต่ก็ทำไม่ได้ ก็กล้องถ่ายรูปทั้งใหญ่ทั้งหนัก หมีตัวน้อยๆจะแบกยังไงไหว ทั้งอุ้งมือก็ไม่รับการออกแบบมาเพื่อการกดชัตเตอร์ หมีน้อยจึงต้องเก็บเรื่องราวถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ โดยจิ้มทีละแป้นตัวอักษรลงบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของพี่ข้างบ้าน สมกับเป็นหมีน้อยยุคไซเบอร์ไหมเล่า
เผลอแป๊บเดียวเท่านั้นตะวันก็เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ, 30 องศาแรก นับจากตอนตะวันอยู่ตรงศีรษะ หมีน้อยกินข้าวอยู่ริมเขื่อน, 30 องศาถัดไป หมีน้อยปีนเก็บขนุนอยู่ในไร่ขนุน และ 30 องศาสุดท้าย หมีน้อยอยู่ร้านเนื้อย่างเกาหลี เอาเท้าอังไฟจนได้อุ้งตีนหมี Medium Rare น่ากิ๊น น่ากิน...... (โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน ......จริงๆควรเตือนตั้งแต่เริ่มอ่านแล้วล่ะ)
กินอุ้งตีนหมีบุฟเฟ่ต์จนอิ่ม ทั้งตีนตัวเอง ตีนคนอื่น มากมาย ไม่ต้องสงสัยว่า แล้วหมีน้อยจะเดินยังไงเมื่อตีนถูกกินไปแล้ว คำตอบก็คือ ตีนหมีน้อยนั้นไซร้ ก็เหมือนกับหางจิ้งจก ขาดไปก็ขึ้นมาใหม่ได้ -_-! ............ กินโปรตีนเร่งเสริมสร้างกล้ามเนื้ออีก 2 แคปซูล เท่านี้ตีนก็โผล่ปุ๊บกลับมาหาหมีน้อยอีกครั้งได้ไม่ยากเย็น
คืนนี้หมีน้อยเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปนอนซุกกองขนุนที่หลังกระบะก่อนละ ราตรีสวัสดิ์
(สาม) ด้วยนาฬิกาปลุกของหมีน้อยเองที่ทำให้หมีน้อยตื่นขึ้น ไม่ใช่เพราะเสียงนาฬิกาปลุก แต่เป็นเพราะนาฬิกาหล่นใส่หัวของหมีน้อยต่างหาก กิจกรรมยามเช้าของหมีน้อยไม่ต่างจากเดิม สะบัดขน แช่น้ำ กินใบไผ่ และรอให้สมาชิกบนรถกระบะพร้อมที่จะออกเดินทาง
และแล้วก็สมใจนึกชัยภูมิ หมีน้อยจะได้ไปเห็นดอกกระเจียวบานเต็มทุ่งในไม่กี่อึดใจแล้ว
อุทยานแห่งชาติป่าหินงามคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ และผิดถนัดไปจากที่คาดไว้ หมีน้อยไม่สามารถวิ่งลงทุ่งไปทำหน้าสวยๆให้ลมพัดจนขนปลิวลู่ตามลมตามอย่างมิวสิควีดีโอ หมีน้อยต้องเดินอยู่ในกรอบที่ใครบางคนกั้นไว้ ยื่นหน้าไปถ่ายรูปได้บ้างตามสถานที่จะอำนวย ซ้ำยังไม่เหมือนที่พี่น้องหมีบอกไว้ว่า ดอกกระเจียวนั้นมีสีม่วงอมชมพูเรื่อๆแสนสวยงาม แต่ที่อยู่ตรงหน้าหมีน้อยเป็นเพียงดอกกระเจียวที่ทั้งเหี่ยวและดำ ซึ่งหมีน้อยก็เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องของกาลเวลา ที่นำความเหี่ยวมาสู่ดอกไม้ อันนี้หมีน้อยไม่โทษใคร
หมีน้อยแก้เซ็งด้วยการจกส้มตำปูปลาร้าบนหลังกระบะ ท่ามกลางดวงอาทิตย์ร้อนแรงยามเที่ยงวันที่ผลุบๆโผล่ๆหลังก้อนเมฆเล็กบ้างใหญ่บ้าง เหมือนถูกอาบด้วยแสงไฟดิสโก้ในผับ หลังจากนั้นรถก็เคลื่อนออกไปยังน้ำตกตาดโตน ระยะทางจากป่าหินงามไปถึงตาดโตนนั้นไกลพอสมควร ทำเอาเกิดอาการเคลิ้มๆเกือบหลับไปเหมือนกัน
ระหว่างทางเดินขึ้นน้ำตกมีท่อพีวีซีสีฟ้าขนานไป มีน้ำรั่วหยดตามทางเป็นหย่อมๆ ซึ่งเค้าบอกกันว่า น้ำตกสมัยนี้ก็เป็นน้ำตกปั๊มทั้งนั้นแหละ หมีน้อยคลางแคลงใจเหลือเกินกับสิ่งที่ได้ยิน ใครทราบความจริงขอความกรุณาหมีน้อยด้วย แล้วที่ประเทศอื่นเค้ามีน้ำตกปั๊มแบบนี้หรือเปล่าหนอ ......
เขยิบจากน้ำตกตาดโตนไปอีกประมาณ 9 กม. มีหน้าผาแห่งหนึ่ง ชื่อฟังดูประหลาดปนสัปดนอย่างไรไม่รู้ ชื่อว่า ผาหำหด โดยทางที่จะไปผาหำหดนี้เป็นทางขาดที่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อนำไปเท่านั้น ซึ่งถ้ามาถ่ายทำรายการ Navigator กับพี่ติ๊กแล้วล่ะก็ หมีน้อยคงได้ติดรถไปด้วยแน่ แต่กระบะที่หมีน้อยติดสอยห้อยตามมาไม่ใช่ทีมงานของรายการ และคนขับก็ไม่ใช่พี่ติ๊ก หมีน้อยจึงไม่ได้ไปยลผาหำหดด้วยตัวเอง
จากตรงนี้ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เห็นทีต้องอำลาชัยภูมิกลับสู่มาตุภูมิเสียที หมีน้อยนอนแผ่หลาหลังกระบะ อาบแดดยามบ่ายสะสมเมลานีนไว้ใต้ผิวหนังอันหยาบกร้านของหมีน้อย ไม่ผิดใช่ไหมถ้าหมีเอเชียก็อยากอาบแดดเอาอย่างหมียุโรปบ้าง
เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ณ จุดเริ่มต้น หมีน้อยตัวดำเมี่ยมก็ได้เวลากล่าวคำอำลาแก่ทุกท่าน โอกาสหน้าขอเชิญร่วมเดินทางไปกับหมีน้อยอีก สวัสดี. 20. juli กินข้าวกล้องเหอะคนสมัยนี้ไม่ชอบรับประทานข้าวกล้องกัน ทำให้ขาดวิตามินบีหนึ่ง ไม่สงสัยเลยว่ายุคนี้สมัยนี้ทำไมคนถึงเป็นโรคเหน็บกันมากเหลือเกิน ยิ่งแก่ตัวลงยิ่งเหน็บมาก เหน็บเก่ง เจ็บเรื้อรัง
ข้าวขาวจั๊วะขัดสี คุณค่าทางอาหารน้อยเพราะผ่านกรรมวิธีสกัดของดีออก กินแล้วจึงเป็นเหน็บ ฉันชอบรับประทานข้าวกล้องไม่ขัดสี ฉันกินข้าวไม่ขาว ฉันไม่อยากเป็นเหน็บ ฉันไม่ชอบคนเป็นเหน็บ ฉันเกลียดอาการเหน็บๆ
อยากให้ทุกคนหันมากินข้าวกล้องกันเยอะๆ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นคนขี้โรค ห่างไกลจากเหน็บ
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ...ไม่เหน็บ 20. juni นั่งรถไฟ ไปเมืองคาน(ส์)สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ขณะนี้รถไฟขบวนสุดท้ายได้เดินทางมาถึงขอบคานแล้ว
ตามบทบัญญัติของกระทรวงคมนาคมความรักเมืองคานกำหนดไว้ว่า
ส่วนกรณีที่ได้รับน้ำยาทำความสะอาดพิเศษ อาจใช้เวลาทำความสะอาดไม่มากแล้วจึงออกมาได้
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านโปรดทราบ รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังจะออกเดินทางแล้ว
ข่าน คาน คาน ค้าน................... สถานีต่อไปเป็นสถานีปลายทาง เมืองคาน ขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการ ค้าน คาน คาน ข่าน ................... 23. mai สังขละบุรี กำลังดี
การเดินทางสั้นๆ สองวัน หนึ่งคืน สู่เมืองมอญในสายหมอก
เสาร์ที่ 16 พฤษภาคม
ตื่นเช้ามาฟังพยากรณ์อากาศจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันนี้ทั่วประเทศมีฝนตก และมีฝนตกหนักในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี .......
เมื่อล้อหมุนเคลื่อนออกจากกรุงเทพไม่นาน ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ เป็นจังหวะบอซซ่าโนว่า และค่อยๆตกแรงขึ้นเป็นจังหวะเร้กเก้ ฮึ่ยๆๆๆ ไม่อยากคิดสภาพว่าพอถึงที่หมายฝนจะตกเป็นจังหวะอะไร
แต่ราวกับปาฏิหาริย์ พอสิ้นจังหวะเร้กเก้ เริ่มเข้าสู่เขตจังหวัดกาญจนบุรี กลับไม่มีฝนให้เห็นซักกะหยด ในใจก็รำพึงถึงพยากรณ์อากาศที่ฟังเมื่อเช้า ตกลงเค้าพยากรณ์ล่วงหน้าของปีไหนเนี่ย
ช่วงสาย แวะเติมพลังที่ท่าเรือ (กาญจน์) ของขึ้นชื่อของท่าเรือก็คือวุ้นเส้น ก็เลยหม่ำวุ้นเส้นผัดไทให้อิ่มท้องแล้วจึงเดินทางต่อ
ท้องฟ้าใสปิ๊ง มีริ้วเมฆขาวลอยล้อเล่นกับฟ้าสีครามประปราย ขุนเขาโอบล้อมต้อนรับเข้าสู่ทองผาภูมิ แวะตลาดทองผาภูมิในช่วงเกือบเที่ยง เดินดูวิถีชีวิตผู้คนซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาซื้อไม่ได้ในร้านสะดวกซื้อ แหงนมองฟ้าใสๆอีกซักครั้ง แล้วนึกถึงพยากรณ์อากาศอีกที ทำไมการลืมพยากรณ์อากาศที่ไม่ตรงมันช่างลืมยากเหมือนกับการลืมใครบางคนที่ไม่รักเรา
ลัดเลาะร้านอาหารในตลาดเพื่อไปพบกับแม่น้ำแควน้อยที่ไหลผ่าน สีเขียวมรกตของน้ำ เข้ากันดีกับภูเขาหินปูนสูงตระหง่าน ภาพตรงหน้างดงามเกินบรรยายจริงๆ
เส้นทางจากทองผาภูมิมุ่งสู่สังขละบุรีไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นถนนลาดยางที่คดเคี้ยว ลดเลี้ยวไปตามแนวเขาตลอดทาง ดังนั้นจึงไม่เหงาเพราะมีภูเขาเคียงขนาบข้างไปตลอด ทิวทัศน์สวยสดจนอดเก็บภาพไว้ไม่ได้ ทั้งกล้องอนาล็อก กล้องดิจิตัล และกล้องที่เก็บภาพด้วยสายตาบันทึกสู่ความทรงจำ
เผลอแป๊บเดียวสังขละบุรีก็กวักมือเรียกอยู่ตรงหน้าแล้ว สะพานมอญก็โผล่หน้ามาอ้าแขนรับด้วยมิตรภาพ สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากทักทายเพื่อนใหม่แล้วก็คือ หาที่นอนหลับสำหรับคืนนี้ ผุบๆโผล่ๆจนมาเจอ ซองกาเลียรีสอร์ท อยู่เชิงสะพานซองกาเลีย ริมแม่น้ำซองกาเลีย มุมมองจากหน้าห้องพักดีมากๆ เห็นสะพานไม้อยู่ไม่ไกลเกินระยะสายตา บวกกับสายน้ำสงบและขุนเขาสง่า งามล้ำกำลังดี
ก่อนที่จะปล่อยตัวปล่อยใจลอยไปมากกว่านี้ ต้องขอไปทักทายเพื่อนใหม่คนอื่นบ้าง วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตมะ) ซึ่งเป็นแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นแทนวัดเก่าที่จมน้ำ พุทธคยาจำลอง มีสิงห์คู่ใหญ่สีขาวตามอย่างศิลปะพม่ายืนผงาดรออยู่หน้า เหมาเรือไปชมวัดแห่งเก่าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในช่วงที่น้ำลดวัดเก่าจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็นทั้งหมด ซึ่งก็ตรงกับช่วงนี้พอดี (ประมาณเดือนพฤษภาคม) แม้จะเหลือแค่ซากเก่า แต่ร่องรอยความศรัทธายังหลงเหลืออยู่และไม่มีวันจางไป
แดดแรงยามบ่ายค่อยๆอ่อนแรงลง คล้ายถูกบดบังด้วยเมฆดำ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก ราว 4 โมงเย็น กลับมานอนรับอากาศดีๆ มองวิวสวยๆหน้าห้องพัก ดื่มโค้กดับกระหาย ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกนานทีเดียว ก่อนอาทิตย์จะลับขอบฟ้า จึงนั่งนิ่งๆหายใจทิ้งอยู่เป็นเพื่อนเวลา ไม่อยากทำร้ายชีวิตน้อยๆของเวลาด้วยการฆ่าเวลา มีเวลา มีตัวเอง มีความสุข
ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว อาทิตย์ยังไม่หนีไปไหน ก็เลยชวนเวลาไปเดินเล่นบนสะพานมอญ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ข้อมูลที่ได้มาคือ ยาว 900 เมตร แต่เด็กมอญแถวนั้น บ้างก็บอก 250 บ้างก็บอก 300 จะยาวเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ ไม่ได้สำคัญกับชีวิตเท่าไหร่ เอาไปแทงหวยก็ไม่ถูก
สิ่งที่น่าสนใจกว่าความยาวของสะพานไม้ เห็นจะเป็นความสูงของสะพานไม้ ในช่วงน้ำลดมากเช่นนี้ สะพานไม้ยิ่งสูงชะลูด แลดูสง่ายิ่งนัก
แผ่นน้ำเบื้องล่างสะท้อนแสงสุดท้ายของวันเป็นประกายแวววับ มีเรือลำน้อยล่องไปอย่างราบเรียบ สะกิดน้ำให้กระเพื่อมเล็กๆ จากฟ้าสีครามก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้ม พลังงานความร้อนใกล้หมดลงทุกที เหมือนกับเตาแก๊ส ที่ยิ่งร้อนไฟก็จะเป็นสีน้ำเงิน พอหรี่แก๊สลงไฟก็จะเป็นสีส้ม
ฝูงนกก็ชวนกันบินพาเหรดกลับบ้านนอน เติมพลังงานให้เต็มที่ เพื่อมีชีวิตต่อไปในวันรุ่งขึ้น
พลบค่ำนี้กลับมาทานอาหารที่ร้านอาหารของซองกาเลียรีสอร์ต บรรยากาศดี อาหารอร่อยถูกปาก แกล้มกับเบียร์เย็นๆ พร้อมกับการฉลองแชมป์ของปีศาจแดง .....กำลังดีจริงๆ
ช่วงเวลาหนึ่งวันกำลังดีที่สังขละฯปิดม่านลงตอนสามทุ่ม
อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม
สะบัดบั้นท้ายตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อจะไปใส่บาตรแถวตลาด พระสงฆ์ที่นี่เดินบิณฑบาตพร้อมกันหลายรูป ซึ่งเวลาพระสงฆ์ให้พรก็จะว่าพร้อมกันด้วย ใส่บาตรรูปเดียวก็ให้พรทุกรูป
หลังจากใส่บาตรเสร็จก็เดินทางไปยังด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นพรมแดนไทย-พม่า ห่างออกไปประมาณ 20 กิโล หมอกพริ้วปลิวลมระหว่างทาง คลอเคลียไปกับภูเขา ดูช่างสวยงามมากมาย จนดูรู้ว่าเป็นหมอกจางๆไม่ใช่ควัน
เวลาที่เดินทางไปถึงคือ หกโมงครึ่ง เห็นว่าด่านยังไม่เปิด แต่เห็นป้ายบอกว่าเปิดหกโมง และก็เห็นว่าคนพม่าทยอยเข้ามาไทยโดยปีนบันไดข้ามมาอย่างปกติ ในมือก็ถือปิ่นโตคนละเถา เหมือนว่าด่านไม่มีอยู่จริง
แอบไปด้อมๆมองๆแถวรั้ว ชะเง้อส่องฝั่งพม่า คนแถวนั้นก็เชิญชวน บอกว่าข้ามไปเที่ยวได้นะ ข้างในมีเจดีย์ทององค์ใหญ่สวยมาก (เอ.... ใช่เจดีย์ที่สร้างจากทองที่ขโมยไทยไปหรือเปล่า) เกาะรั้วดูพม่าจนพอใจก็กลับไปที่ตลาดเมืองสังขละฯ เอาไว้ค่อยไปดูพม่าต่อที่กรุงเทพ
แปลกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่า ของหายากประจำตลาดที่นี่คือ ปาท่องโก๋ ทุกร้านขายปาท่องโก๋ซะหมดเกลี้ยง จนมีความคิดว่าน่าจะลองมาเปิดกิจการขายปาท่องโก๋ที่นี่ดู คงจะเข้าท่าไม่หยอก ก็เลยต้องหาอย่างอื่นกระแทกปาก กาแฟโบราณ ขนมครก หมูปิ้ง ไส้กรอก ชาร้อน ขนมเบื้องมอญ .....
กลับห้องแพ็คของเตรียมกลับ เขียนจดหมายหนึ่งฉบับ แต่ทว่าขาดแสตมป์ หาซื้อที่ไหนก็ไม่มีขาย ไปรษณีย์ก็ปิดเสียด้วยเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ แล้วจดหมายที่ขาดแสตมป์จะต่างอะไรกับใจที่ขาดรักเล่า ว่าจะถอดใจกลับไปส่งที่ตัวเมืองกาญจน์ แต่ก็ลองแวะร้านสุดท้ายดูก่อน เป็นร้านอาหารที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะมีขายแสตมป์ แล้วก็ตามคาด พอถามว่ามีขายแสตมป์ไหม เจ้าของร้านก็ยืนนิ่งอยู่สองวินาที แล้วก็บอกว่าไม่มีหรอก แต่......
“แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ส่งให้ก็ได้ พอดีผมเป็นหัวหน้าไปรษณีย์ที่นี่”
หัวใจขาดรักไม่ได้ฉันใด จดหมายก็ขาดแสตมป์ไม่ได้ฉันนั้น ก็เลยจ่ายค่าแสตมป์ให้คุณหัวหน้าไปรษณีย์ไปสามบาท
สบายใจแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกลับ กำลังจะพ้นสังขละบุรี ก็เจอกับด่านตรวจ ตำรวจขอค้นรถ โดยบอกให้จอดรถ และลงจากรถ คิดซะว่าพักรถ เนื่องจากมีสายรายงานมาว่ารถคันนี้ลักลอบขนยาเสพติด
ช็อคซีนีม่า ไม่เคยคิดว่าจะเจอเรื่องอะไรแบบนี้ ใจนึงก็คิดว่า ค้นก็ค้นไปดิ ไม่มียาซักหน่อย แต่อีกใจนึงก็คิดว่า อย่ามายัดยาให้กูนะ พอค้นเสร็จไม่พบอะไร ตำรวจก็ขอโทษขอโพย ยกมือไหว้เชียวทีนี้
แล่นพ้นด่านมาไม่ไกลเท่าไร ฝนก็เริ่มลงเม็ด และหนักขึ้นเรื่อยๆ โชคดีจริงๆเที่ยวเสร็จแล้วฝนค่อยตก แถมยังช่วยดับความร้อนตอนใกล้เที่ยงอีก ฝนตกตอนนี้ กำลังดีจริงๆ แต่ฝนก็ตกได้ไม่นานแล้วก็ซาลง ราวกับฝนจะตกลงมาเพื่อแก้ต่างให้พยากรณ์อากาศ ตกพอเป็นพิธีแล้วก็หยุด
ระหว่างทางแวะเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อย น้อยสมชื่อ น้ำแทบไม่มี เหมือนมายืนดูโขดหินซ้อนๆกัน จุดสนใจของที่นี่เห็นจะเป็นรถไฟเก่า และทางรถไฟสายมรณะ
ที่สุดท้ายที่แวะคือ ร้านลาบเป็ดยโส เผ็ดจี๊ด แซ่บหลาย อร่อยถึงใจ กินซะพุงกาง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ลาบเป็ดยโสกับลาบเป็ดอุดรต่างกันยังไง แล้วระหว่างยโสกับอุดร ที่ไหนเลี้ยงเป็ดมากกว่ากัน
เมฆฝนมาส่งถึงหน้าบ้าน พอเดินเข้าบ้านปุ๊บ ฝนห่าใหญ่ก็โครมลงมา เหมือนขอคุณครูไปปัสสาวะ แต่เดินมาถึงหน้าห้องน้ำแล้วก็อั้นไม่ไหว จนต้องปัสสาวะราด
ยังไงก็ต้องขอบคุณที่อุตส่าห์อั้นมาจนถึงหน้าบ้านนะ ..... กำลังดีเลย 7. mai สารตอบกลับ จากนิโคตินครับ ผมนิโคตินเอง
ไม่คิดว่าผมจะเป็นที่รู้จักมากมายขนาดนี้ ทั้งๆที่ผมก็เป็นเพียงเศษขี้ปะติ๋ว แต่พวกคุณก็ยังให้ความสำคัญกับผม ขอบคุณทุกคนจริงๆครับ และผมก็ต้องขอโทษด้วยที่ความเป็นคนจิตใจดีของผม
ได้ไปทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน เมื่อใดที่คุณมีความทุกข์ร้อนใจ ผมอุตส่าห์ยอมให้พวกคุณมาลงที่ผมแทน เพื่อจะได้เลิกจดจ่อกับความทุกข์ชั่วครู่ แล้วมาจดจ่อกับผมแทนไง ผมรู้ว่าผมมีความสามารถด้านนี้ ถ้าผมจะทำดีกับคุณเพียงคนเดียว ก็ดูจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย การแจกจ่ายความรู้สึกดีๆ ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับเพียงคนเดียวมิใช่หรือ ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของผมเพียงคนเดียว คุณนั่นแหละที่เห็นแก่ตัว สำหรับทุกคนที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ และต้องการกำลังใจ
จำไว้นะครับ คุณยังมีผม ผมรักทุกคนครับ โอเค คุณดูดหมดมวนที่สองแล้ว พอได้แล้วนะ 1. mai แด่นิโคตินกลิ่นยาสูบอันหอมหวล ลอยมาแตะจมูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้นควันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ห่างจากจมูกไปเพียง 3 เซนติเมตร จากมวนยาสูบที่ริมฝีปากคาบอยู่นั่นเอง หรืออาจจะไกลกว่านั้น ที่ปลายนิ้ว สูดเข้า ปล่อยออก สูดเข้า ปล่อยออก ...... ถ้านิโคตินจะทำให้คนลืมเรื่องกลุ้มในสมองไปชั่วขณะ แต่แลกมาด้วยโรคถุงลมโป่งพอง ฟันดำ เล็บเหลือง ถ้านิโคตินจะเดินมาปลอบใจ แล้วบอกเราว่าอย่าคิดมาก แต่พอนิโคตินไป เราก็กลับมาคิดเรื่องเดิมๆ ถ้านิโคตินจะดีดกีตาร์ร้องเพลงเพราะๆให้เราฟังเวลานอนไม่หลับ แต่พอตื่นมานิโคตินก็หายลับไป ถ้านิโคตินก็คอยโทรศัพท์มาหาด้วยความห่วงใย แต่พอไม่โทรมา เราก็เหงา ถ้านิโคตินจะจับมือเดินเคียงข้างเราไป แต่นิโคตินก็ไม่สามารถอยู่กับเราตลอดเวลา ถ้านิโคตินช่างแสนดี แต่นิโคตินก็ดีกับคนอื่นเช่นกัน ไม่คิดเลย..ว่านิโคตินจะทำกันได้ลงคอ นิโคตินช่างใจร้าย หลอกให้เรารักเราหลง แล้วก็ทิ้งกันไป ............. หมดมวนพอดี 15. april แฟนละครเฮลั่น ละครจบแฟนละคร(โปรโมตเสื้อตราฟักแม้วแดง)เฮลั่น ละครจบเสียทีตามคำเรียกร้อง
แต่ไม่วายพูดดักคอผู้จัดไว้ก่อน อย่าคิดทำภาคต่อเพื่อหวังกอบโกยรายได้
(อ่านต่อหน้านี้แหละ)
หลังจากที่มีกระแสเรียกร้องให้อวสานละครดังกล่าว
ทางผู้จัดได้พิจารณาอยู่หลายวัน จึงเร่งปิดกล้องทันที
หลังจากที่เหยี่ยวข่าวของเราเข้าไปสอบถามก็พบว่า
สาเหตุหลักที่ต้องปิดกล้องก็คือ สเปเชียลเอฟเฟค ที่เตรียมไว้ขึ้นราคากะทันหัน
เกรงว่าถ้าขืนยืดเยื้อละครต่อไป งบจะต้องบานปลายแน่นอน และอาจได้ไม่คุ้มทุน
จึงต้องรีบถ่ายให้ถึงตอนอวสานโดยเร็วที่สุด
ส่วนสาเหตุรองลงมา ก็หนีไม่พ้นเสียงวิพากวิจารณ์ของแฟนละครและสื่อมวลชน
แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม
ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า ละครเรื่องนี้ไม่ควรมีภาคต่อ
และเตือนทางผู้จัดไว้เลยว่า อย่าหวังกอบโกยรายได้จากตรงนี้
แม้ว่าในอนาคต สเปเชียลเอฟเฟค อาจมีแนวโน้มลดต่ำลงก็ตาม
แฟนละครยังกล่าวดักคอไว้อีกว่า อย่าอ้างถึงภาพยนตร์เรื่องบุญชู หรือ ปอป ที่สร้างมาแล้วกว่า 10 ภาค
เนื่องจากความสามารถในการเสพสื่ออย่างมีวิจารญาณมันต่างกัน
13. april วอนผู้จัดรีบปิดกล้องแฟนละครบ่นอุบ ละครโปรโมตเสื้อตราฟักแม้วแดงยืดเยื้อเกินไป
วอนผู้จัดละครและผู้กำกับเลิกเรียกเรตติ้งได้แล้ว คนดูเอียนจนแทบอาเจียน โปรโมตทุกเวลา ก่อนอาหาร-หลังอาหารทุกมื้อ ตื่นเช้า เข้านอน ก็ไม่เว้น หน่วยงานจัดเรตละครดันทะลึ่งให้อยู่หมวด ท (ทั่วไป-สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย) พ่อแม่เด็กต้องส่งหนังสือร้องเรียนเป็นการด่วน เนื่องจากกลัวเยาวชนลอกเลียนแบบด้านการใช้ความรุนแรง ทั้งๆที่ละครหลังข่าวบางเรื่องไม่ให้เด็กดู เพราะมีเนื้อหาที่มีความรุนแรงและการใช้ภาษา ส่งผลกระทบถึงแม่ค้าในตลาด ที่หาวิธีกำจัดเปลือกทุเรียนไม่ได้ เหตุเพราะตัวร้ายเยอะเกินไปไม่รู้จะเอาเปลือกทุเรียนไปปาใคร ทางด้านงานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ปีนี้ก็หงอย เพราะประชาชนอยู่ติดบ้าน กลัวพลาดละคร กำลังถึงตอน Climax นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า ถ้าไม่รีบอวสานละครตอนนี้ ประชาชนชาวไทยจะเป็นโรคติดละครกันทั่วประเทศ ในขณะที่นักโภชนาการวิเคราะห์ไปถึง ภาวะโรคอ้วนของเด็กไทยและผู้ใหญ่ไทย ที่ต้องนั่งอยู่หน้าทีวีเป็นเวลานาน ปัญหาอีกเป็นล้านกำลังตามมา ประชาชนตาดำๆไม่ใส่เสื้อวอนผู้จัดอีกครั้ง จบละครเร็วๆ สงสารสังคมไทยเถอะ 7. april เลยไปเลยไปเลย
รถเก๋งคันน้อยกำลังแล่นผ่านเมืองที่ฉันคุ้นเคย อากาศยามเย็นใกล้พลบค่ำโบกมือทักทายอย่างไม่เป็นจังหวะ กระจกไฟฟ้าถูกเลื่อนให้ต่ำลงเพื่อรับลมจากภายนอก พร้อมกับแสงระเรื่อปลายขอบฟ้าที่ใกล้ริบรี่ลง เรือนแถวไม้อายุกว่าร้อยปียังคงสภาพและดำรงอยู่ที่เดิม โรงหนังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นร้านกาแฟใหม่ในบรรยากาศเก่า ร้านสุราไทย 1,000 ปี บัวหิมะ ช้างกระทืบโรง โด่ไม่รู้ล้ม สิ่งเล็กน้อยในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ที่มีความสงบเป็นเพื่อน มีน้ำโขงเป็นคนรู้ใจ มีผู้คนใจดีเป็นสมบัติอันล้ำค่า แค่เพียงแวะ ไม่เลยไป ก็จะพบ ฉันหลับตาลง นับหนึ่งถึงสามในใจ หนึ่ง สอง สาม เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งภาพตรงหน้าก็เลือนหายไปโดยพลัน ราวกับรอยขีดเขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำที่ถูกแปรงลบกระดานลบออก เหลือเพียงคราบสีขาวเป็นรอยทาง ที่จินตนาการเท่าใด ก็ไม่สามารถรับรู้ถึงตัวหนังสือภายใต้รอยลบนั้นได้ ถ้าความทรงจำงี่เง่าจะช่วยเลือนหายไปเสียทีเหมือนกับการหลับตาแล้วตื่นขึ้น ความเจ็บปวดซ้ำซากคงไม่มี 24. mars น้ำตาสามชุก ความสุขโลตัส
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินสุพรรณบุรีเป็นครั้งแรกในชีวิต
แล้วก็ไม่พลาดที่จะไปผลุบโผล่ใน “ตลาดร้อยปี สามชุก” ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ตลาดร้อยปีคนพลุกพล่านเท่านั้น
แต่คือชุมชนที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งที่ยังยืนหยัดต่อสู้กับอุดมการณ์งี่เง่าขายชาติขอกลุ่มนายทุนอย่างสุดใจ
ด้วยการจัดการตลาดที่ดี ทำให้คนที่ไปเยือนได้เพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ไปพร้อมๆกัน
และถึงแม้ว่าตลาดแห่งนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวาย เละเทะ แต่อย่างใด
ตลาดสามชุกเต็มไปด้วยความหลากหลาย มีเสน่ห์มากกว่าที่นึกเอาไว้ในใจก่อนเดินทางไป มีทั้งศาสเจ้าจีน
ร้านขายของเก่า ร้านวัยรุ่นเก๋ๆ ร้านโชว์ห่วย ซุ้มแสดงดนตรีไทยของเด็กๆ พิพิธภัณฑ์บ้านท่านขุน และร้านขายของกินอีกนับไม่ถ้วน
อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ คือ ข้าวห่อใบบัว ตอนฉันเปิดใบบัวออก และค่อยๆลิ้มชิมรส ฉันว่ารูป รส ออกจะคล้ายบะจ่างนิดๆ
แต่หลังจากทานเสร็จเดินผ่านร้านๆหนึ่ง มีขายทั้งข้าวห่อใบบัวและบะจ่าง และมีป้ายเขียนบอกถึงความต่างระหว่างสองอย่างนี้
ทำให้ฉันกระจ่างขึ้นเยอะเลย (ใครอยากรู้ว่าต่างยังไง ต้องไปดูเอง อิอิ)
เดินเลียบตลาดทางด้านหลัง จะติดกับแม่น้ำท่าจีน
มีเด็กหนุ่มวัยขบเผาะ ร่างกายกำยำล่ำบึ้ก แก้ผ้าถ่ายนู้ด ท้าสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา อ่ะ ล้อเล่นนนน
มีเด็กชายอายุราว 6 ขวบสองสามคน กระโดดเล่นน้ำคลายร้อนกันอยู่ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยงๆ
ฉันก็ทำหน้าที่เก็บภาพความสนุกตรงนั้นไว้ให้
“เกิดที่สามชุก กินที่สามชุก ตายที่โลตัส”
ข้อความหนึ่งในจำนวนหลายข้อความบนป้ายผ้า ที่แขวนให้เห็นอยู่ทั่วไปในตลาดสามชุกแห่งนี้
ฉันนึกไปถึงหนึ่งวันก่อนหน้า ......
ฉันไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นญาติห่างๆลำดับไม่ถูก แต่น่าจะเรียกว่าป้า
ป้าเปิดร้านขายของโชว์ห่วยเล็กๆอยู่ที่เมืองกาญจน์ กิจการพอไปได้ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ
แต่ตั้งแต่มีองค์กรAIBA (ไอบ้า) เอาสิ่งก่อสร้างทรงกล่องสี่เหลี่ยมป้ายเขียวๆเขียนว่า บิ๊กซี มาวาง
กิจการที่พอได้ของป้าไปก็ไปต่อไปไม่ได้ คนแห่ไปซื้อของที่บิ๊กซี
ก็แน่ละ แอร์ก็เย็น ของก็ถูกกว่า และก็มีให้เลือกมากมาย ใช้บัตรเครดิตจ่ายก็ได้ มีบันไดเลื่อน มีลิฟท์ มีลานจอดรถ
ดีกว่าร้านโชว์ห่วยทุกอย่าง เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าห่วย
ร้านโชว์ห่วยไม่รู้กี่ร้อยแห่งที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ สามชุกก็เช่นกัน
องค์กรไอบ้านี้ใช่ไหมที่เอาค่านิยมห่วยๆมาหลอกล่อชาวไทยใจเบาทั้งหลาย
พวกคุณเห็นบ้างไหม คนไทยกำลังร้องไห้ ขณะที่ต่างชาตินั่งกระดิกเท้าเสวยสุขอยู่บนบ่อน้ำตาของคนไทย
“น้ำตาสามชุก ความสุขโลตัส” นี่คือเรื่องจริง
9. mars ริด สี ดวง ทวาร
“…อะไรบางอย่างขนาดกระจิ๊ดริด มีสีอะไรไม่รู้เพราะไม่เคยเห็น (ถ้าใครเห็นเพราะเอากระจกไปส่องตูด จะดวงไม่ดีไปเจ็ดวันเจ็ดคืน) พอโดนเสียดสีกับทวารหรือตูด ก็จะมีเลือดสีแดงออกมาให้เห็นตอนขี้...”
นี่เป็นคำจำกัดความของคำว่า ริดสีดวงทวาร ตามพจนาหนูกรน ฉบับราดจนแบนติดไปทุกสถาน
เกิดจากการนำคำโดด สี่คำ ที่สั้น ง่าย แต่ไม่ค่อยได้ใจความ มาเรียง เรียง เรียง เรียง โดยไม่เกิดความหมายใหม่แต่อย่างใด
ย้อนไปเมื่อ หนึ่งร้อยห้าสิบปีก่อน หมอชาวตะวันตกได้นำเอาวิทยาการเข้ามาเผยแพร่ยังอาณาจักรสยาม เป็นสมัยเดียวกับที่ชาวสยามป่วยกระออดกระแอดเจ็บตูด ถ่ายเป็นเลือดกันบ่อยครั้ง ครั้นชายนายหนึ่ง นามว่า นายจัน ไปพบหมอฝาหรั่งจึงได้อธิบายอาการยาวเหยียดเป็นภาษาไทย (ตามคำจำกัดความข้างต้น) หมอฝาหรั่งจับใจความได้เพียง 4 คำ ริด สี ดวง ทวาร นายจันเห็นว่าไม่ได้การจึงทำท่าทางภาษามือ และเปิดทวารให้หมอฝาหรั่งดู แสงสว่างพลันเกิดแก่หมอฝาหรั่งทันที ----- หมอฝาหรั่งนำเอาความรู้ที่หอบหิ้วมาจากบ้านตะวันตก อุทิศตัวอย่างสุดกำลังจนสามารถรักษาโรคเลือดออกตูดให้กับนายจันได้สำเร็จ ชื่อเสียงของหมอระบือไปไกลทั่วอาณาจักรสยาม ทำให้ในแต่ละวันมีคนมารับการรักษากับหมอเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแต่เจ้าเมือง นางสนม หรือเหล่าทหาร หมอฝาหรั่งใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตรักษาผู้คนในอาณาจักรสยาม จนหมดลมหายใจไปอย่างสงบเมื่อมีอายุได้ 69 ปี ทว่าเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่ชื่อของหมอฝาหรั่งผู้นี้กลับไม่ปรากฏในจารึกหรือพงศาวดารใดๆเลย เหลือไว้เพียงคำ 4 คำ ที่นายจันเข้าใจว่าเป็นชื่อโรคที่แท้จริง นายจันจึงได้บันทึกชื่อและอาการของโรคไว้ในสมุดใบลาน นำไปฝากเก็บในหอไตรกลางน้ำของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี
เวลาล่วงไปเกือบร้อยปี มีผู้ไปพบและนำสมุดใบลานของนายจันออกมา หลังจากนั้นจึงส่งมอบให้กับกระทรวงสาธาณสุข เพื่อเป็นความรู้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบมาจนปัจจุบันนี้ พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง |
|
|